HD Clinic

HD Clinic

แชร์

ตาสองชั้น เสริมจมูก เสริมคาง แก้ไขหูกาง เสริมหน้าอก ดูดไขมัน ตัดหน้าท้อง โดยหมอฮัด ศัลยแพทย์ตกแต่ง Cosmetics and Beauty Surgery

01/09/2026

“คุณภาพของการรักษาพยาบาล ไม่ได้วัดจากว่าเรามีเครื่อง MRI หรือไม่เท่านั้น แต่ต้องวัดด้วยว่า ผู้ป่วยเข้าถึงการตรวจ ได้รับผล และเข้าสู่การรักษาขั้นต่อไปได้เร็วเพียงใด”

หลายวันก่อนหน้านี้ หมอฮัดได้ตรวจผู้ป่วยรายหนึ่งซึ่งคลำพบก้อนที่เต้านมขวา มีอาการปวดเล็กน้อย หลังเสริมหน้าอกมาประมาณ 23-25 ปี

ตามแผน ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมด้วย MRI เต้านม แต่เนื่องจากต้องเดินทางกลับประเทศญี่ปุ่นก่อน จึงไม่สามารถตรวจให้เสร็จในประเทศไทยได้🥺

สองสัปดาห์ต่อมา(วันนี้) ผู้ป่วยแจ้งว่าได้รับการตรวจ MRI ที่ญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว แต่ต้องรอผลอ่านจากรังสีแพทย์อีกประมาณ 3 สัปดาห์😱 ระหว่างนี้จึงส่งเพียงภาพถ่ายจากหน้าจอมาให้ผมช่วยประเมินเบื้องต้น🤓

อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายหน้าจอเพียงบางส่วนไม่สามารถใช้แทนภาพ MRI ฉบับสมบูรณ์ได้ แพทย์จำเป็นต้องตรวจภาพ DICOM ทุกลำดับ พิจารณารูปร่างของก้อน รูปแบบการรับสารทึบรังสี ความสัมพันธ์กับเนื้อเต้านม เยื่อหุ้มเต้านมเทียม และต่อมน้ำเหลือง รวมถึงอ่านรายงานอย่างเป็นระบบก่อนวางแผนตรวจชิ้นเนื้อหรือการรักษา

สำหรับผู้ป่วยที่มีก้อนคลำได้ โดยเฉพาะเมื่อมีเต้านมเทียมมานานหลายปี “เวลา” มีความสำคัญ เพราะสาเหตุอาจมีได้ตั้งแต่ถุงน้ำ เนื้องอกไม่ร้ายแรง การอักเสบ พังผืดหรือการรั่วของเต้านมเทียม ไปจนถึงมะเร็งเต้านมหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับเยื่อหุ้มเต้านมเทียม การรอผลไม่ได้หมายความว่าโรคจะต้องร้ายแรง แต่หมายถึงช่วงเวลาที่ผู้ป่วยยังไม่สามารถทราบได้ว่าควรเฝ้าติดตาม ตรวจอัลตราซาวนด์ เจาะชิ้นเนื้อ หรือเข้าสู่การรักษาขั้นใด

เหตุการณ์นี้ทำให้หมอฮัดกลับมามองเห็นคุณค่าของระบบบริการทางการแพทย์ในประเทศไทยชัดเจนขึ้น

ในสถานพยาบาลไทยหลายแห่ง การตรวจ MRI ที่มีข้อบ่งชี้ทางคลินิกมักได้รับรายงานอย่างสมบูรณ์ภายในประมาณ 24–48 ชั่วโมง และในกรณีเร่งด่วน แพทย์ผู้รักษายังสามารถประสานรังสีแพทย์เพื่อขอผลเบื้องต้นได้เร็วกว่านั้น ทำให้สามารถเชื่อมต่อไปยังอัลตราซาวนด์ การตรวจชิ้นเนื้อ พยาธิวิทยา และการประชุมทีมสหสาขาวิชาชีพได้โดยไม่ต้องปล่อยให้ผู้ป่วยรอโดยไม่มีทิศทาง

แน่นอนว่าเวลารออาจแตกต่างกันระหว่างโรงพยาบาล จำนวนผู้ป่วย และความเร่งด่วนของแต่ละกรณี เหตุการณ์เพียงรายเดียวจึงไม่ควรถูกใช้ตัดสินว่าระบบของประเทศใดดีกว่าหรือด้อยกว่าอีกประเทศหนึ่ง

แต่สิ่งที่ควรกล่าวอย่างเป็นธรรมคือ ประเทศไทยมีแพทย์เฉพาะทาง รังสีแพทย์ เทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัย และระบบส่งต่อที่ได้มาตรฐานในระดับสากล ขณะเดียวกันยังมีความคล่องตัวและความรวดเร็วในการประสานงาน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่เราอาจมองข้ามเพราะคุ้นเคยกับมันอยู่ทุกวัน

บริการที่ดีจึงไม่ใช่เพียง “ตรวจได้”

แต่ต้องตรวจได้อย่างเหมาะสม
อ่านผลได้อย่างมีคุณภาพ
สื่อสารผลได้อย่างรวดเร็ว
และนำผู้ป่วยไปสู่ขั้นตอนต่อไปโดยไม่เสียเวลาที่ไม่จำเป็น

กรณีนี้ไม่ได้ทำให้หมอฮัดภูมิใจเพียงว่า ประเทศไทยมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย

แต่ทำให้หมอฮัดภูมิใจว่า ในหลายสถานการณ์ ระบบการแพทย์ไทยสามารถเปลี่ยนผลตรวจให้กลายเป็นการตัดสินใจรักษาได้อย่างรวดเร็ว เข้าถึงได้ และมีมาตรฐาน

และสำหรับผู้ป่วยที่กำลังรอคำตอบเกี่ยวกับก้อนในร่างกาย ความรวดเร็วนั้นไม่ใช่เพียงเรื่องของความสะดวก

แต่มันคือส่วนหนึ่งของคุณภาพการรักษาครับ

Photos from HD Clinic's post 28/08/2026

จบลงแล้วสำหรับการประชุม
The 3rd Nakornping Surgical Annual Meeting 2026
ภายใต้แนวคิด BEYOND THE BLADE: Advanced Acute Care in Surgery
คำว่า “Beyond the Blade” สำหรับหมอฮัด ไม่ได้หมายถึงการก้าวไปสู่เทคโนโลยีการผ่าตัดที่ซับซ้อนขึ้นเท่านั้น แต่หมายถึงการมองให้ไกลกว่าตัวหัตถการ
ตั้งแต่การประเมินข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์ การตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน การทำงานร่วมกันของทีม ไปจนถึงการติดตามผลหลังผู้ป่วยออกจากห้องผ่าตัด
หมอฮัดมีโอกาสนำเสนอในงานนี้สอง session ซึ่งมีผู้ฟังและวัตถุประสงค์แตกต่างกัน แต่เชื่อมโยงกันด้วยแนวคิดเดียวกัน
วันที่ 27 สิงหาคม หมอฮัดนำเสนอหัวข้อ
“Acute Care Decisions Associated with Breast Implant–Related Challenges: Case-Based Learning”
เนื้อหาไม่ได้เน้นว่า “ควรผ่าตัดอย่างไร” เพียงอย่างเดียว แต่ชวนผู้ฟังร่วมตัดสินใจผ่านสถานการณ์จริงว่า
• เมื่อข้อมูลยังไม่ครบ เราควรตรวจอะไรต่อ
• เมื่อ diagnosis ยังไม่ชัด ควร biopsy, remove implant หรือทำ definitive resection หรือไม่
• เมื่อพบ bleeding, infection, fluid collection หรือ peri-implant mass การตัดสินใจใดต้องเกิดขึ้นทันที
• เมื่อใดควรพยายาม salvage implant และเมื่อใด source control ต้องมาก่อน
• เราจะเคารพความต้องการของผู้ป่วย โดยไม่ลดทอนความปลอดภัยและความถูกต้องทาง oncologic ได้อย่างไร
สิ่งที่เคสเหล่านี้สอนฮัดคือ การตัดสินใจที่ดีไม่ได้เกิดจากการมีข้อมูลครบเสมอไป แต่เกิดจากการรู้ว่า “ข้อมูลใดยังขาด” “ความเสี่ยงใดรอไม่ได้” และ “การตัดสินใจใดอาจทำให้ทางเลือกในอนาคตหายไป”
วันที่สอง หมอฮัดนำเสนอเรื่อง
“Postoperative Care for Breast Implants”
สำหรับพยาบาลและบุคลากรสาธารณสุข
ครั้งนี้หมอฮัดเปลี่ยนศูนย์กลางของเนื้อหาจากสิ่งที่ศัลยแพทย์ต้องทำ มาเป็นสิ่งที่ทีมพยาบาลต้องสามารถตรวจพบและดำเนินการได้หลังจบการบรรยาย ได้แก่
1. ดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบตามช่วงเวลา
2. แยก expected recovery ออกจาก red flags
3. บันทึกความเปลี่ยนแปลงให้สื่อสารกับทีมรักษาได้ชัดเจน
4. รู้ว่าเมื่อใดควรส่งต่อศัลยแพทย์โดยไม่รอวันนัด
เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ความเข้าใจเรื่อง shape, surface และ profile ของ implant ตำแหน่งแผลและ implant plane การเลือก support garment การเฝ้าระวัง hematoma, infection, seroma, wound compromise, malposition และ late peri-implant swelling ตลอดจนการดูแลผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
หนึ่งในประเด็นที่อยากให้ทีมดูแลจดจำคือ
LOOK – FEEL – MEASURE – COMPARE – ESCALATE
มอง สัมผัส วัด เปรียบเทียบ และส่งต่อเมื่อพบความผิดปกติ
สำหรับผู้ป่วยให้นมบุตร หลักที่เน้นคือ
Cool – Feed physiologically – No deep massage – Escalate abnormal findings
Breast implant ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ให้หยุดให้นมโดยอัตโนมัติ แต่ unilateral progressive swelling, focal erythema, persistent mass, systemic illness หรือ implant contour ที่เปลี่ยนใหม่ ต้องไม่ถูกสรุปว่าเป็นเพียงการคัดตึงเต้านมโดยไม่มีการประเมินเพิ่มเติม
การบรรยายทั้งสองวันทำให้หมอฮัดกลับมาคิดว่า ผลลัพธ์ของการผ่าตัดไม่ได้ถูกกำหนดเฉพาะในช่วงที่ศัลยแพทย์ถือมีด มันถูกกำหนดตั้งแต่การตั้งคำถามก่อนผ่าตัด การเลือก investigation การตัดสินใจในภาวะฉุกเฉิน การสื่อสารกับผู้ป่วย การเฝ้าระวังของพยาบาล และความสามารถของทั้งทีมในการเห็นว่า clinical trajectory กำลังเปลี่ยนไป
บางครั้งทักษะที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การรู้คำตอบทันที แต่คือการรู้ว่า..อะไรคือสิ่งที่คาดหมาย..อะไรคือสิ่งที่กำลังผิดปกติ...และอะไรคือสิ่งที่ไม่ควรรอ
นี่คือความหมายของ Beyond the Blade ที่ฮัดได้รับจากการประชุมครั้งนี้ครับ..Recognize early...Decide deliberately...Document clearly...Escalate safely.

Photos from HD Clinic's post 21/08/2026

**จากเปลือกตาล่างที่หายไปเกือบทั้งหมด…เราจะสร้างขึ้นใหม่ได้อย่างไร?**

หลายปีก่อน หมอฮัดเริ่มต้นจากคำถามง่าย ๆ ในห้องผ่าตัดว่า

ถ้าเราต้องตัดมะเร็งออกจากเปลือกตาล่างเป็นบริเวณกว้าง เราจะสร้างเปลือกตาขึ้นใหม่อย่างไร ให้ผู้ป่วยยังสามารถลืมตา หลับตา และรักษาตำแหน่งของเปลือกตาได้ใกล้เคียงปกติที่สุด?

ความยากคือ “เปลือกตา” ไม่ได้เป็นเพียงแผ่นผิวหนังบาง ๆ

การสร้างเปลือกตาล่างขึ้นใหม่ต้องสร้างทั้ง **ชั้นด้านนอก** ซึ่งเป็นผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อน และ **ชั้นด้านใน** ที่ทำหน้าที่เป็นโครงพยุงและเป็นผิวสัมผัสกับดวงตา

ถ้าชั้นพยุงไม่แข็งแรงพอ เมื่อแผลหดตัวในระยะยาว เปลือกตาอาจดึงรั้ง พลิกออก พลิกเข้า หรือปิดตาได้ไม่สมบูรณ์

นี่จึงไม่ใช่เพียงการ “ปิดแผล” แต่เป็นการพยายามสร้างโครงสร้างที่ทำหน้าที่เหมือนเปลือกตาขึ้นมาใหม่

# # # จากเทคนิคแรก…สู่คำถามใหม่

ก่อนหน้านี้ หมอฮัดได้พัฒนาเทคนิค **Modified Mustardé and Superolateral Periosteal Flaps** สำหรับการสร้างเปลือกตาล่างที่สูญเสียเนื้อเยื่อเต็มความหนาบริเวณด้านในและส่วนกลาง และรายงานผลเป็น case series ในวารสาร *Annals of Plastic Surgery* ในปี 2024

https://www.ovid.com/jnls/annalsplasticsurgery/abstract/10.1097/sap.0000000000003770~modified-mustard-and-superolateral-periosteal-flaps-for?redirectionsource=fulltextview

หัวใจสำคัญของแนวคิดคือการใช้ **periosteum หรือเยื่อหุ้มกระดูกบริเวณขอบเบ้าตา** ซึ่งยังมีเลือดมาเลี้ยง มาสร้างเป็นโครงพยุงด้านในของเปลือกตา แทนการนำเนื้อเยื่อจากเปลือกตาอีกข้างมาใช้

แต่เทคนิคเดิมยังมีข้อจำกัดสำคัญ

**ความยาวของ periosteal flap ยังไม่เพียงพอสำหรับการสร้างเปลือกตาล่างที่หายไปทั้งหมด**

คำถามต่อมาจึงเกิดขึ้นว่า

> เราสามารถทำให้ periosteal flap ยาวขึ้น โดยยังคงเลือดมาเลี้ยงและไม่ทำอันตรายต่อเส้นประสาทบริเวณขอบเบ้าตาได้หรือไม่?

# # # จากประมาณ 15–20 มม. สู่ 35 มม.

ในผู้ป่วยรายนี้ มะเร็งชนิด basosquamous carcinoma ลุกลามครอบคลุมเปลือกตาล่างเกือบทั้งหมด

หลังตัดมะเร็งออกพร้อมขอบเขตความปลอดภัย 5 มม. เหลือ defect ขนาดประมาณ **30 × 35 มม.**

แทนที่จะใช้การผ่าตัดแบบหลายขั้นตอน หมอฮัดจึงพัฒนา **Extended Superolateral Periosteal Flap**

แนวคิดคือเพิ่มความยาวของ periosteal flap โดยเลาะไปตามขอบกระดูกเบ้าตาด้านบนอย่างระมัดระวัง จนได้ flap ยาวประมาณ **35 มม.** แต่ยังคงฐานด้านข้างไว้เพื่อรักษาเลือดมาเลี้ยง และหยุดการเลาะก่อนถึงบริเวณ supraorbital notch เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บต่อเส้นประสาท

ปลาย flap ถูกนำลงมาพยุงเปลือกตาล่างและยึดกับโครงสร้างบริเวณหัวตา จากนั้นใช้เยื่อบุตาด้านในมาคลุมพื้นผิว และใช้ cheek rotation flap สร้างชั้นผิวหนังด้านนอก

ทั้งหมดเสร็จสิ้นในการผ่าตัดครั้งเดียว

# # # ผลลัพธ์บอกอะไรเรา?

เมื่อครบ 3 เดือน ตำแหน่งของเปลือกตายังคงอยู่ในแนวที่น่าพอใจ flap รอดทั้งหมด และไม่พบภาวะเปลือกตาพลิกออก พลิกเข้า พังผืดยึดเยื่อบุตา หรือภาวะหลับตาไม่สนิทในช่วงติดตามผล

แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ผลลัพธ์คือการรู้ว่า **ข้อมูลนี้ยังมีข้อจำกัด**

นี่เป็นรายงานจากผู้ป่วยเพียงหนึ่งราย และสามารถติดตามผลได้เพียง 3 เดือน เนื่องจากผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาต่อมาจากโรคอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น งานนี้ไม่ได้บอกว่าเทคนิคนี้ “ดีกว่าวิธีอื่น”

แต่เสนอว่า

> **ในผู้ป่วยที่เหมาะสม เราอาจสามารถขยายขอบเขตของ vascularized periosteal flap จากการสร้างเปลือกตาบางส่วน ไปสู่การสร้างเปลือกตาล่างทั้งหมดได้ โดยทำเสร็จในการผ่าตัดครั้งเดียว**

# # # จากห้องผ่าตัด → งานวิจัย → องค์ความรู้ที่ตรวจสอบได้

ผลงานใหม่นี้ได้รับการตีพิมพ์แบบ eFirst ในวารสาร *Archives of Plastic Surgery* ภายใต้ชื่อ

**“Extended Superolateral Periosteal Flap for Single-Stage Total Lower Eyelid Reconstruction”**

https://www.thieme-connect.com/products/ejournals/html/10.1055/a-2908-5494

สำหรับหมอฮัด คุณค่าของงานนี้ไม่ได้อยู่เพียงที่การมีบทความเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเรื่อง

แต่คือการเห็นว่าแนวคิดหนึ่งสามารถค่อย ๆ เติบโตได้

จากการแก้ปัญหาในผู้ป่วยรายหนึ่ง
→ เก็บผลลัพธ์เป็น case series
→ พบข้อจำกัดของเทคนิคเดิม
→ ตั้งคำถามใหม่
→ ปรับ anatomy และ surgical design
→ และนำกลับไปผ่านกระบวนการ peer review อีกครั้ง

ขั้นต่อไป แนวคิดนี้จะถูกนำไปแลกเปลี่ยนกับศัลยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่าง ๆ ในการนำเสนอทางวิชาการ **FACE AHEAD 2026 BANGKOK** เพื่อให้เกิดการตั้งคำถาม วิพากษ์ และพัฒนาต่อไป

เพราะนวัตกรรมทางการแพทย์ไม่ได้จบลงเมื่อเราคิดวิธีใหม่ได้

**มันเริ่มมีคุณค่าจริง เมื่อเราสามารถอธิบาย ทดลอง ตรวจสอบ เปิดเผยข้อจำกัด และทำให้ผู้อื่นสามารถนำความรู้นั้นไปต่อยอดได้**

หมอฮัด

20/08/2026

รวย รวย รวย …ไม่ไหวแล้ววววววว⭐️🎉
เสร็จแล้วสำหรับการผ่าตัดวันนี้ เริ่ม 8:15 ถึง 15:45🕰️
…ผ่าตัดครบทุกเคส ไม่มีใครตกหล่นครับ😵‍💫
ได้เป็น แสน
แสน บาท ❌
แสน สาหัส ✅
ขอบคุณเจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัด โรงพยาบาลนครพิงค์ที่ช่วยกันบริหารจัดการและบริการผู้ป่วยแบบมืออาชีพ ทำให้การผ่าตัดวันนี้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย โดยไม่ทิ้งใคร ไว้ข้างหลัง ครับ^^

15/08/2026

เมื่อการผ่าตัด “ยกคิ้ว” ไม่ได้ทำเพื่อความสวยงาม แต่เพื่อคืนตำแหน่งของคิ้วที่สูญเสียการทำงานมานานหลายสิบปี

ผู้ป่วยชาย อายุ 62 ปี มีภาวะเส้นประสาทใบหน้าทั้งสองข้างบาดเจ็บจากการคลอดมาตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้กล้ามเนื้อหน้าผากไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

หนึ่งในผลที่ตามมาคือ คิ้วตกจากอัมพาตของกล้ามเนื้อหน้าผาก (paralytic brow ptosis)

เมื่อกล้ามเนื้อ frontalis ไม่สามารถยกคิ้วได้ น้ำหนักของคิ้วและเนื้อเยื่อบริเวณหน้าผากจึงค่อย ๆ ตกลงมาบริเวณเบ้าตาตามแรงดึงดูดของโลก

ปัญหานี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องรูปลักษณ์ แต่ในผู้ป่วยที่เป็นมากอาจรบกวนการมองเห็นบริเวณด้านบน และทำให้ดวงตาดูหนักหรือลืมตาได้ลำบากขึ้น

หมอฮัดจึงเลือกทำ Direct Brow Lift เพื่อยกคิ้วทั้งสองข้างกลับขึ้นสู่ตำแหน่งที่เหมาะสม

แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้การยกคิ้ว คือ การรักษาความรู้สึกของหน้าผากไว้

บริเวณเหนือเบ้าตามีเส้นประสาทสำคัญ ได้แก่ Supraorbital และ Supratrochlear Nerves ซึ่งเป็นแขนงของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ทำหน้าที่รับความรู้สึกบริเวณหน้าผากและหนังศีรษะด้านหน้า

หากเส้นประสาทเหล่านี้ได้รับบาดเจ็บ ผู้ป่วยอาจเกิดอาการชา เสียวแปลบ หรือความรู้สึกผิดปกติบริเวณหน้าผากได้

ก่อนผ่าตัด หมอฮัดจึงคลำขอบกระดูกเบ้าตาเพื่อหาตำแหน่ง Supraorbital Notch ของผู้ป่วยแต่ละข้าง แล้วใช้ตำแหน่งทางกายวิภาคนี้ช่วยกำหนดบริเวณที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

บริเวณด้านในที่คาดว่าเส้นประสาท supraorbital และ supratrochlear อาจผ่าน จะตัดเพียงชั้นผิวหนัง โดยหลีกเลี่ยงการผ่าลึกโดยไม่จำเป็น

ส่วนบริเวณกลางและด้านข้างของคิ้ว สามารถลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ frontalis ที่ไม่ทำงานแล้ว ตัดออกบางส่วนและเย็บกล้ามเนื้อกลับเข้าหากัน เพื่อช่วยแบ่งรับแรงจากการยกคิ้ว โดยยังคงรักษาเยื่อหุ้มกระดูกไว้

การออกแบบแผลก็แตกต่างกันในแต่ละตำแหน่ง บริเวณกลางออกแบบให้ยกได้อย่างสม่ำเสมอ ส่วนปลายด้านข้างจะค่อย ๆ เรียวลง เพื่อให้แนวแผลต่อเนื่องและลดการเกิดเนื้อส่วนเกินที่ปลายแผล หรือที่ศัลยแพทย์เรียกว่า dog-ear

ภาพด้านบนแสดงตำแหน่งก่อนผ่าตัดและการวางแผน ส่วนภาพด้านล่างเป็นผลหลังผ่าตัดระยะแรก ทั้งขณะลืมตาและหลับตา

ผลในช่วงต้นพบว่าคิ้วทั้งสองข้างอยู่ในตำแหน่งที่ดีขึ้นและค่อนข้างสมมาตร ผู้ป่วยยังสามารถปิดตาได้ และจากการสอบถามในช่วงติดตาม ผู้ป่วยไม่รายงานอาการชาบริเวณหน้าผาก

อย่างไรก็ตาม หมอฮัดยังไม่ถือว่าผลระยะสั้นนี้เป็นคำตอบสุดท้าย

การผ่าตัดเพื่อแก้ paralytic brow ptosis สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงว่า หลังผ่าตัดคิ้วสูงขึ้นหรือไม่?

แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า

1. คิ้วจะคงตำแหน่งได้นานเพียงใด?

2. ความรู้สึกของหน้าผากยังคงปกติหรือไม่?

3. การปิดตาและความปลอดภัยของกระจกตาได้รับผลกระทบหรือไม่?

และ 4. แผลเป็นเมื่อหายสมบูรณ์แล้วเป็นอย่างไร?

ด้วยเหตุนี้ หมอฮัดจึงวางแผนติดตามผู้ป่วยอย่างเป็นระบบที่ 1, 3, 6 และ 12 เดือน โดยจะประเมินทั้งตำแหน่งคิ้ว การปิดตา ความรู้สึกของหน้าผาก แผลเป็น และความพึงพอใจของผู้ป่วย

สำหรับหมอฮัด การผ่าตัด reconstructive surgery ที่ดีไม่ใช่เพียงทำให้ภาพหลังผ่าตัด “ดูดี”

แต่คือการพยายามออกแบบการผ่าตัดจาก กายวิภาค หน้าที่ และความปลอดภัย แล้วติดตามอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่เราคิดและทำให้ผู้ป่วยนั้น ให้ผลดีและคงอยู่จริงหรือไม่

เพราะผลการผ่าตัดที่ดีในวันนี้เป็นเรื่องสำคัญ
แต่ผลที่ยังดีและปลอดภัยเมื่อเวลาผ่านไป คือสิ่งที่สำคัญกว่า

หมอฮัด HD Clinic

Photos from HD Clinic's post 01/08/2026

“ก้อนแข็งในปาก” ที่ดูเหมือนกระดูกงอกธรรมดา แต่ทำไมหมอจึงตัดสินใจตรวจเพิ่มเติม?

วันนี้หมอฮัดมีเคสที่น่าสนใจมาแบ่งปันครับ

ผู้ป่วยชายอายุ 63 ปี สังเกตพบก้อนแข็งบริเวณเพดานปากด้านขวา ชิดกับสันเหงือกบน ก้อนมีขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร

ก้อนไม่เจ็บ
กดไม่เจ็บ
ไม่มีแผล
แต่ผู้ป่วยรู้สึกว่าก้อนโตขึ้น

ตอนแรกก้อนนี้ถูกวินิจฉัยว่าเป็น “Torus palatinus” หรือกระดูกนูนบริเวณเพดานปาก ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้ทั่วไป ไม่ใช่มะเร็ง และส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรักษา

แต่เมื่อรักษาและติดตามแล้วก้อนไม่ยุบ อีกทั้งดูเหมือนจะมีขนาดเพิ่มขึ้น จึงมีคำถามสำคัญว่า…

“นี่เป็นกระดูกนูนตามธรรมชาติจริงหรือไม่?”

หมอจึงส่งตรวจ CT scan เพื่อดูว่าก้อนเกิดจากเนื้อเยื่ออ่อนหรือกระดูก และมีลักษณะลุกลามหรือไม่

ผล CT พบว่าไม่มีก้อนเนื้อเยื่ออ่อนและไม่พบลักษณะทำลายกระดูกรอบข้าง แต่พบก้อนกระดูกเนื้อแน่น ขอบเขตชัด บริเวณด้านในของกระดูกขากรรไกรบนทั้งสองข้าง โดยด้านขวามีขนาดใหญ่กว่าและตรงกับก้อนที่ผู้ป่วยสังเกตพบ

ลักษณะจาก CT ทำให้นึกถึง “Osteoma”

Osteoma คืออะไร?

Osteoma เป็นก้อนที่เกิดจากกระดูกที่เจริญเพิ่มขึ้น มีลักษณะไม่ร้าย และโดยทั่วไปโตช้ามาก มักไม่เจ็บและไม่แสดงอาการจนก้อนใหญ่พอให้ผู้ป่วยคลำพบ หรือเริ่มรบกวนการเคี้ยว การพูด การใส่ฟันปลอม หรือการทำความสะอาดช่องปาก

แม้ osteoma จะเป็นก้อนชนิดไม่ร้าย แต่เมื่อพบในตำแหน่งที่ไม่ค่อยเกิด หรือมีประวัติว่าก้อนเปลี่ยนแปลงในวัยผู้ใหญ่ แพทย์อาจต้องตรวจเพิ่มเติม เพราะจากการดูและคลำเพียงอย่างเดียว อาจแยกได้ยากจากกระดูกนูนธรรมดา เช่น torus หรือ exostosis

ในผู้ป่วยรายนี้ หมอฮัดเลือกผ่าตัดก้อนด้านขวา เนื่องจากเป็นก้อนที่ผู้ป่วยคลำพบและรู้สึกว่ามีขนาดเพิ่มขึ้น

การผ่าตัดทำจากภายในช่องปาก โดยเปิดเยื่อหุ้มกระดูก ยกเนื้อเยื่อขึ้นอย่างระมัดระวัง ตัดแต่งก้อนกระดูกออก และปรับผิวกระดูกให้เรียบ ก่อนเย็บปิดแผล

ชิ้นเนื้อที่นำไปตรวจมีขนาดประมาณ 1.7 × 1 × 0.5 เซนติเมตร

ผลตรวจทางพยาธิวิทยาพบว่าเป็นกระดูกชั้นนอกที่หนา ไม่พบเซลล์ผิดปกติ และมีลักษณะสอดคล้องกับ osteoma

หลังผ่าตัด แผลหายเป็นปกติ ไม่มีภาวะแทรกซ้อนในช่วงติดตามระยะแรก ส่วนก้อนขนาดเล็กอีกด้านยังไม่ได้รับการผ่าตัดหรือยืนยันด้วยชิ้นเนื้อ จึงวางแผนติดตามตามความเหมาะสม

สิ่งที่หมอฮัดอยากฝากจากเคสนี้

ก้อนแข็งในช่องปากส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นมะเร็ง และกระดูกนูนหลายชนิดไม่จำเป็นต้องผ่าตัด แต่ถ้าเป็นก้อนที่เพิ่งสังเกตพบ มีขนาดเปลี่ยนไป หรือเกิดขึ้นไม่ตรงกับตำแหน่งที่มักพบตามธรรมชาติ ก็ควรให้แพทย์หรือทันตแพทย์ประเมินครับ

ควรมาพบแพทย์เมื่อพบว่า:

• ก้อนโตขึ้นหรือรูปร่างเปลี่ยนไป
• มีอาการเจ็บ เป็นแผล หรือมีเลือดออก
• มีอาการชา ฟันโยก หรือเคี้ยวลำบาก
• ก้อนอยู่เพียงข้างเดียวและมีขนาดเด่นขึ้นเรื่อย ๆ
• ใส่ฟันปลอมไม่ได้หรือทำความสะอาดบริเวณนั้นลำบาก
• ไม่แน่ใจว่าก้อนนั้นมีมานานแล้วหรือเพิ่งเกิดขึ้น

ไม่ใช่ทุกก้อนต้องตรวจ CT
ไม่ใช่ทุก osteoma ต้องผ่าตัด
และไม่ใช่ทุก torus ต้องเอาออก

สิ่งสำคัญคือการประเมินให้เหมาะกับตำแหน่ง ลักษณะของก้อน การเปลี่ยนแปลงตามเวลา และอาการของผู้ป่วยแต่ละคน

ถ้าลองใช้ลิ้นคลำในช่องปากแล้วพบก้อนแข็ง อย่าเพิ่งตกใจนะครับ แต่ถ้าก้อนไม่เหมือนเดิมหรือไม่แน่ใจ การเข้ารับการตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ ย่อมดีกว่าการรอดูด้วยความกังวล

ด้วยความปรารถนาดี
หมอฮัด
HD Clinic

*บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์หรือทันตแพทย์ได้*

#หมอฮัด #ก้อนในช่องปาก #กระดูกงอก #สุขภาพช่องปาก

24/07/2026

วันนี้มีคนไข้เป็นคุณพ่อของพี่หมอที่รู้จักกันมาขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับมะเร็งผิวหนัง🩺
หลังจากหมอฮัดให้คำแนะนำเรียบร้อยแล้ว คุณลุงบอกว่า “ดีใจที่ได้มาปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง”🦀
ความจริงคือ หมอฮัดเป็นศัลยแพทย์ตกแต่ง เชี่ยวชาญด้านผ่าตัดเสริมความงาม ที่ผ่าตัดมะเร็งได้นิดหน่อย นะครับ😅🤣⭐️
ชะ ชะ ช่ายยยยหม๋ายยยยยครับ😵‍💫😱🤭

Photos from HD Clinic's post 20/07/2026

“หมอครับ/ค่ะ…ตกลงมันเป็นมะเร็งใช่ไหม ครับ/ค่ะ?”

นี่เป็นคำถามที่หมอฮัดได้ถูกถามบ่อยๆจากผู้ป่วย

และความจริงก็คือ…

หลายครั้ง แพทย์ก็ยังตอบไม่ได้ในวันที่พบกันครั้งแรก

ไม่นานมานี้ มีผู้ป่วยท่านหนึ่งมาพบผมด้วยก้อนสีดำบริเวณเปลือกตาล่าง

ก้อนนี้ไม่ได้อยู่แค่ที่ผิวหนัง แต่ลามเข้าไปถึงเยื่อบุตาด้านในของเปลือกตา ทำให้มีลักษณะคล้ายมะเร็งเมลาโนมา (Melanoma) ซึ่งเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดที่มีความรุนแรงและสามารถแพร่กระจายได้

แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ยังมีความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นมะเร็งชนิดอื่น เช่น Basal Cell Carcinoma หรือ Sebaceous Carcinoma

คำตอบที่แท้จริงจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อชิ้นเนื้อถูกส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

ดังนั้น ในวันที่พบผู้ป่วยครั้งแรก

ไม่มีใครรู้คำตอบที่แน่นอน

แม้แต่หมอฮัดเอง

⸻

แพทย์ส่วนใหญ่จะคิดว่า

“ก็ตัดชิ้นเนื้อเล็ก ๆ ไปตรวจก่อน รอให้ได้ผลตรวจชิ้นเนื้อแล้วค่อยวางแผนผ่าตัด”

แนวทางนี้ทำได้ และเป็นแนวทางที่ใช้กันบ่อย

แต่ในผู้ป่วยบางราย การตัดชิ้นเนื้อเพียงเล็กน้อยอาจยังไม่ให้คำตอบทั้งหมด โดยเฉพาะถ้ารอยโรคมีความซับซ้อน หรือหากเป็นมะเร็งบางชนิดที่ต้องอาศัยการประเมินชิ้นเนื้อทั้งก้อน

นอกจากนี้ การผ่าตัดหลายครั้งยังหมายถึงค่าใช้จ่าย เวลา และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยด้วย

⸻

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด จึงไม่ใช่การที่แพทย์เลือกวิธีรักษาเพียงฝ่ายเดียว

แต่คือ

การพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา

หมอฮัดอธิบายกับผู้ป่วยว่า

* วันนี้เรายังไม่ทราบว่ามะเร็งชนิดใด
* ถ้าเป็นมะเร็งบางชนิด การผ่าตัดครั้งนี้อาจเพียงพอ โดยเฉพาะถ้าเป็นมะเร็งผิวหนังชนิด เมลาโนมา อาจต้องผ่าตัดเพิ่มเติม หรือรับการรักษาอื่นในภายหลัง

ผู้ป่วยได้รับข้อมูลครบถ้วน ซักถามทุกข้อสงสัย และตัดสินใจร่วมกับทีมรักษา

นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า

Shared Decision-Making

หรือ “การตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย”

⸻

หลังการผ่าตัด

ผลพยาธิวิทยาออกมาว่า

เป็นมะเร็ง Basal Cell Carcinoma

ซึ่งเป็นข่าวดี เพราะเป็นมะเร็งที่มักโตช้า และมีโอกาสรักษาหายได้สูงเมื่อผ่าตัดออกหมด

ผลตรวจยังยืนยันว่าขอบชิ้นเนื้อปลอดจากเซลล์มะเร็ง

ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดซ้ำในครั้งนี้

⸻

หลายคนอาจมองว่า

“สุดท้ายก็เป็นแค่ Basal Cell Carcinoma”

แต่สำหรับแพทย์

สิ่งสำคัญไม่ใช่การที่ผลออกมาว่าเป็นอะไร

สิ่งสำคัญคือ

ก่อนจะรู้ผลนั้น เราได้เตรียมพร้อมสำหรับทุกความเป็นไปได้แล้วหรือยัง

⸻

การแพทย์ไม่ได้เป็นวิชาที่มีคำตอบสำเร็จรูปเสมอไป

บางครั้ง สิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่การบอกผู้ป่วยว่า

“ไม่ต้องกังวล”

แต่คือการบอกความจริงทั้งหมด พร้อมอธิบายทางเลือก ข้อดี ข้อเสีย และตัดสินใจร่วมกันด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน

เพราะการรักษาที่ดี

ไม่ได้วัดจากการผ่าตัดที่สวยที่สุดเพียงอย่างเดียว

แต่เริ่มต้นจาก

ความไว้วางใจระหว่างแพทย์และผู้ป่วย

⸻

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน โดยรายละเอียดของผู้ป่วยได้รับการปกปิดเพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัว และได้รับความยินยอมในการนำข้อมูลไปใช้เพื่อการศึกษาแล้ว

18/07/2026

MRI บอกว่า “น่าจะเป็นมะเร็ง”

แต่ผลชิ้นเนื้อกลับบอกว่า “ไม่ใช่”

แล้วหมอควรเชื่ออะไร?

หลายคนเข้าใจว่า

“ผลชิ้นเนื้อคือคำตอบสุดท้าย”

ซึ่งส่วนใหญ่ก็จริง

แต่ในทางการแพทย์ มีบางครั้งที่ผลตรวจแต่ละอย่าง “พูดไม่ตรงกัน”

และหน้าที่ของแพทย์ ไม่ใช่เลือกเชื่อผลตรวจที่ทำให้สบายใจที่สุด

แต่ต้องหาคำอธิบายที่ทำให้ทุกข้อมูลสอดคล้องกัน

⸻

เมื่อไม่นานมานี้ หมอฮัดมีผู้ป่วยหญิงอายุน้อยรายหนึ่ง มาพบแพทย์ด้วยก้อนขนาดใหญ่บริเวณต้นขา

ก้อนค่อย ๆ โตขึ้นตลอดเกือบหนึ่งปี

ช่วงแรกไม่เจ็บ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เริ่มปวด ตึง ยกขาได้ไม่สุด และเดินลำบาก

เธอจึงเข้ารับการตรวจเพิ่มเติม

ผล MRI พบว่าก้อนมีลักษณะ “น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็งเนื้อเยื่ออ่อน”

แต่ MRI เพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันการวินิจฉัยได้

การตรวจที่สำคัญที่สุด คือการตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

⸻

ผลตรวจครั้งแรกกลับรายงานว่า

“เนื้องอกไขมันธรรมดา”

ไม่ใช่มะเร็ง

หลายคนอาจคิดว่าเรื่องจบแล้ว

แต่ทีมแพทย์กลับไม่สบายใจ

เพราะผลตรวจทั้งหมดไม่สอดคล้องกัน

ภาพ MRI

อาการของผู้ป่วย

ขนาดของก้อน

และการโตอย่างต่อเนื่อง

ล้วนบ่งชี้ว่าก้อนนี้ไม่น่าจะเป็นเพียงเนื้องอกไขมันธรรมดา

⸻

จึงมีการเจาะชิ้นเนื้อซ้ำ

ครั้งที่สอง

ผลยังคงไม่พบมะเร็ง

หลายคนอาจสงสัยว่า

“แล้วผลชิ้นเนื้อผิดหรือไม่”

คำตอบคือ

ไม่จำเป็นต้องผิด

เพราะการตัดชิ้นเนื้อเป็นการเก็บ “ตัวอย่าง” ของก้อน

ถ้าก้อนมีขนาดใหญ่มาก หรือมีองค์ประกอบหลายชนิด

เข็มอาจเก็บได้เฉพาะส่วนที่ไม่ใช่เนื้อร้าย

จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า

Sampling error

ไม่ได้หมายความว่าห้องพยาธิวิทยาตรวจผิด

แต่หมายความว่า

“ตัวอย่างที่ส่งไป อาจยังไม่ใช่บริเวณที่ตอบคำถาม”

⸻

ทีมแพทย์จึงตัดสินใจตรวจซ้ำอีกครั้ง

คราวนี้เก็บตัวอย่างหลายตำแหน่ง

ผลตรวจพบเซลล์เนื้องอก

จากนั้นจึงย้อมสีพิเศษ (Immunohistochemistry)

และทบทวนชิ้นเนื้ออีกครั้ง

จนได้การวินิจฉัยสุดท้ายว่า

Synovial sarcoma

ซึ่งเป็นมะเร็งเนื้อเยื่ออ่อนชนิดหนึ่ง

⸻

เรื่องนี้สะท้อนหลักการสำคัญข้อหนึ่งของการแพทย์

การวินิจฉัยไม่ได้อาศัยผลตรวจเพียงชนิดเดียว

แต่เกิดจากการนำข้อมูลหลายด้านมาประกอบกัน ได้แก่

* อาการของผู้ป่วย
* การตรวจร่างกาย
* ภาพทางรังสี เช่น MRI
* ผลพยาธิวิทยา
* การย้อมภูมิคุ้มกัน
* และการประเมินของทีมแพทย์หลายสาขา

เมื่อข้อมูลทั้งหมดสอดคล้องกัน

จึงจะมั่นใจได้ว่าการวินิจฉัยถูกต้อง

⸻

หลังได้รับการวินิจฉัย ผู้ป่วยรายนี้ได้รับยาเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด

เมื่อประเมินซ้ำ ก้อนยังมีขนาดใหญ่และอยู่ชิดหลอดเลือดสำคัญ

แนวทางรักษาที่ให้โอกาสควบคุมโรคได้ดีที่สุดตามมาตราฐาน คือการผ่าตัดขนาดใหญ่ด้วยการตัดสะโพกและขา (Internal Hemi-pelvectomy)

อย่างไรก็ตาม

การรักษาโรคมะเร็งไม่ได้มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน

ผู้ป่วยได้รับข้อมูลครบถ้วนเกี่ยวกับข้อดี ข้อจำกัด ความเสี่ยง และผลลัพธ์ของแต่ละทางเลือก

หลังการพูดคุยร่วมกัน ผู้ป่วยเลือกแนวทางเก็บรักษาขา (Limb preservation)ไว้

ทีมแพทย์จึงนำผู้ป่วยเข้าสู่การประชุม ทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team: MDT) เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการรักษา

ศัลยแพทย์หลายสาขา วิสัญญีแพทย์ แพทย์รังสีรักษา เวชศาสตร์ฟื้นฟู พยาบาล และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันวางแผนอย่างละเอียดก่อนการผ่าตัด

⸻

การผ่าตัดดำเนินไปเกือบสิบชั่วโมง

สามารถตัดก้อนมะเร็งออกได้หมด เสริมสร้างเส้นเลือดใหม่สำหรับการไหลเวียนเลือดของขา และซ่อมแซมเสริมสร้างข้อสะโพก

แต่การผ่าตัดไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการรักษา

ผู้ป่วยยังต้องได้รับการฉายรังสี การรักษาเสริม และการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างต่อเนื่อง

⸻

สิ่งที่อยากฝากถึงทุกคน

✔ ก้อนที่โตขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ควรปล่อยไว้ แม้จะไม่เจ็บ

✔ ก้อนที่มีขนาดมากกว่า 5 เซนติเมตร หรืออยู่ลึกใต้กล้ามเนื้อ ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์

✔ หากผลตรวจต่างชนิดให้คำตอบไม่ตรงกัน อย่ารีบด่วนสรุป ควรให้แพทย์อธิบายว่าข้อมูลทั้งหมดสอดคล้องกันหรือไม่

✔ การรักษาที่ดี คือการเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน โดยอาศัยหลักฐานทางการแพทย์และการตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้ป่วยกับทีมรักษา

⸻

“การแพทย์ที่ดี ไม่ได้เริ่มจากการรักษา แต่เริ่มจากการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และการรับฟังผู้ป่วยอย่างแท้จริง”

⸻

21/06/2026

“หมอคะ… หน้าอกผิดรูปทันทีหลังถูกกระแทก ซิลิโคนแตกใช่ไหม?”

คำถามนี้เป็นคำถามที่หมอฮัดพบอยู่บ่อย ๆ

และคำตอบของเคสนี้ อาจทำให้หลายคนประหลาดใจ

ผู้ป่วยหญิงอายุ 33 ปี เคยเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนผิวเรียบของ Allergan

หลังได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรงเมื่อประมาณ 6 เดือนก่อน หน้าอกเกิดความผิดรูปทันที

เมื่อเข้ารับการตรวจ CT Scan พบลักษณะที่สงสัยภาวะซิลิโคนแตกภายใน (Intracapsular rupture)

จึงมีการวางแผนผ่าตัดนำซิลิโคนออก

ภาพ CT ที่นำมาแชร์นี้ แสดงให้เห็นความผิดรูปของเต้านมอย่างชัดเจน จนหลายคนอาจคิดว่า

“ซิลิโคนแตกแน่นอน”

แต่เมื่อหมอฮัดทำการผ่าตัดจริง ผลที่พบกลับแตกต่างจากที่คาดไว้

✅ ซิลิโคนทั้งสองข้างไม่แตก

✅ ไม่มีซิลิโคนรั่วออกนอกตัวถุง

✅ ตัวถุงซิลิโคนยังสมบูรณ์

แต่สิ่งที่พบคือ

ผังผืดรอบซิลิโคนมีความหนาตัวผิดปกติ และทำให้ซิลิโคนเกิดการบิดเบี้ยว จนเต้านมผิดรูป และให้ภาพที่ดูคล้ายซิลิโคนแตก

หลายคนอาจสงสัยว่า

“แล้วทำไม CT Scan ถึงบอกว่าสงสัยซิลิโคนแตก?”

คำตอบคือ

แม้ CT จะสามารถประเมินรูปร่างของซิลิโคนและภาวะแทรกซ้อนบางอย่างได้ แต่ CT ไม่ใช่การตรวจมาตรฐานสำหรับวินิจฉัยซิลิโคนแตก

การตรวจที่ถือเป็นมาตรฐาน (Gold standard imaging) ในการประเมินภาวะซิลิโคนแตก คือ

MRI Breast

เนื่องจาก MRI มีความไวและความจำเพาะสูงกว่าการตรวจ CT และสามารถแยกภาวะซิลิโคนแตกภายในออกจากการพับตัวของซิลิโคนหรือผังผืดรอบซิลิโคนได้ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม แม้ MRI จะมีความแม่นยำสูง แต่คำตอบสุดท้ายในบางกรณีก็ยังอยู่ที่สิ่งที่พบจริงในห้องผ่าตัด

เคสนี้เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจว่า

“เต้านมผิดรูป ไม่ได้แปลว่าซิลิโคนแตกเสมอไป”

และ

“ภาพถ่ายทางการแพทย์ช่วยให้เราวินิจฉัยได้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่เห็นในภาพจะเป็นอย่างที่เราคิด”

ด้วยความปรารถนาดี

หมอฮัด
ศัลยแพทย์ตกแต่งและเสริมสร้าง


#หมอฮัด
#เสริมหน้าอก
#ซิลิโคนแตก

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Chiang Mai?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Chiang Mai
50210

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 22:00
อังคาร 09:00 - 22:00
พุธ 09:00 - 21:00
พฤหัสบดี 09:00 - 21:00
ศุกร์ 09:00 - 21:00
เสาร์ 09:00 - 22:00
อาทิตย์ 09:00 - 21:00