FA Plann Hub
Plannคือพื้นที่สำหรับคนที่อยากเข้าใจและใช้ชีวิตเพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างมั่นคง
11/08/2025
🛡️ รู้เร็ว รักษาไว ป้องกันได้ ลดมะเร็งตับ
โรคไวรัสตับอักเสบคร่าชีวิตกว่า 1 ล้านคนต่อปี! ในไทยมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง 2–3 ล้านคน และซีเรื้อรังราว 350,000 คน
📌 วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีได้ 95%
📌 ไวรัสตับอักเสบซี รักษาหายขาดได้ถึง 99% ภายใน 8–12 สัปดาห์
ตรวจเลือดก่อนฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี (ผู้เกิดก่อนปี 2535 (หรือคนที่ไม่แน่ใจว่าเคยฉีด หรือ ฉีด ไม่ครบ หรือ ฉีดแล้วภูมิไม่ขึ้น)
เพราะสมัยนั้นยังไม่มีวัคซีนให้ตั้งแต่เกิด → อาจมีเชื้อหรือมีภูมิแล้วโดยไม่รู้ตัว
ตรวจ 3 ค่า สำคัญ
1. HBsAg – มีเชื้อไหม?
• + มีเชื้อ → ไม่ฉีดวัคซีน ต้องตรวจตับ/รักษา
• – ไม่มีเชื้อตอนนี้
2. Anti-HBs – มีภูมิคุ้มกันหรือยัง?
• + มีภูมิแล้ว → ไม่ต้องฉีดเพิ่ม
• – ยังไม่มีภูมิ
3. Anti-HBc – เคยติดเชื้อมาก่อนไหม?
• + เคยสัมผัสเชื้อ → ใช้ประกอบการแปลผล
• – ไม่เคยติดมาก่อน
⸻
สรุปสั้น
• มีเชื้อ → ไม่ฉีด รักษาแทน
• ไม่มีเชื้อ + ไม่มีภูมิ → ฉีดวัคซีน
• มีภูมิแล้ว → ไม่ต้องฉีด
https://www.facebook.com/share/19Q6a24Fq3/?mibextid=wwXIfr
หมอ รพ.จุฬาภรณ์ คาด 3 ล้านคน ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง เสี่ยงเป็นมะเร็งตับมากกว่าคนทั่วไป 100 เท่า เกิดก่อนปี 35 ควรฉีดวัคซีน ป้องกันการติดเชื้อได้ 95%
(อ่านต่อในคอมเมนต์)
#ข่าวออนไลน์7HD
“ในวันที่ตลาดแดงทั้งกระดาน… อย่าลืมลงทุนใน ‘ทรัพย์สินที่ไม่มีวันขาดทุน’ อย่างสุขภาพของเราเอง”
เศรษฐกิจอาจซบเซา หุ้นอาจร่วง ค่าเงินอาจแกว่ง
แต่การดูแลตัวเองให้ดีทั้งกายและใจ
ไม่มีวันติดลบ และไม่มีใครแย่งไปได้
เพราะร่างกายที่แข็งแรง คือทุนชีวิต
และจิตใจที่เข้มแข็ง คือพลังสำคัญในการกลับมาใหม่
ลงทุนในสุขภาพวันนี้ คือการวางแผนระยะยาวที่ดีที่สุด
เพื่อวันที่เศรษฐกิจฟื้น เราจะยังอยู่ในเกมอย่างพร้อมที่สุด
📌 ออกกำลังกายวันละนิด
📌 พักผ่อนให้เพียงพอ
📌 จัดอาหารให้ดี
📌 วางแผนสุขภาพให้ครอบคลุม
สุขภาพดี คือสินทรัพย์แท้จริงของชีวิต
#สุขภาพคือการลงทุน
#เพราะการเงินไม่ใช่แค่ตัวเลขแต่คือชีวิตของคุณ
#ลงทุนวันนี้เพื่อวันที่แข็งแรงกว่าเดิม
27/07/2025
“วันหนึ่ง…พ่อผมเดินออกจากโรงพยาบาลแล้วหันมาบอกว่า”
“ถ้าไม่มีเงินพอ… พ่อคงไม่ได้ห้องนี้หรอกลูก”
ตอนนั้นผมนิ่งไปเลย…
พ่ออายุ 94 แม่อายุ 84
ท่านยังยิ้มได้ แม้โรควัยชราเริ่มทยอยมา
แต่ผมรู้ว่า สิ่งที่ทำให้ท่าน ไม่ต้องดิ้นรน
ไม่ใช่โชค…
แต่คือ “การวางแผนไว้ล่วงหน้า”
▸ บำนาญพอแค่พื้นฐาน
▸ ค่ายาพิเศษ ค่าห้องพิเศษ คนดูแล… ต้องจ่ายเอง
▸ โชคดีที่ท่านมีบ้านเช่า ที่ดิน เงินออมในสหกรณ์ครู
และที่สำคัญ…
แม่มักพูดเสมอว่า
“ดูแลสุขภาพไว้ให้ดี เพราะยามแก่… สุขภาพดีมีค่ากว่าเงิน”
ผมได้เรียนรู้ว่า…
ยิ่งอายุมาก ยิ่งจัดการเงินของตัวเองได้น้อยลง
สายตาพร่ามัว ความจำช้าลง ใจไม่สู้เหมือนเดิม
อย่าคิดว่าเราจะ Active ไปได้ถึง 90
วันนี้ผมจึงอยากบอกทุกคนว่า…
การวางแผนเกษียณ ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน… มันคือการออกแบบวันที่เราไม่มีแรงเหลือแล้ว
⸻
💭 ถ้าคุณรักตัวเองตอนแก่เท่าที่รักตัวเองตอนนี้
จงวางแผนวันนี้…เพื่อวันนั้น
⸻
#อยู่ถึงแต่ไม่ทุกข์
#วางแผนชีวิตไม่ใช่แค่ตัวเลข
ี่เล่าเรื่องด้วยหัวใจ
่พอถ้าPassiveHealthไม่มี
#เพราะวันที่เราไม่ไหวพอร์ตต้องดูแลเราแทน
“พ่ออายุ 94 แม่อายุ 84”
บทเรียนชีวิตจริงของ Longevity Risk ที่ไม่ควรมองข้าม
วันก่อนผมเขียนบทความเรื่อง "บำนาญ" และ
พูดถึงประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากแต่หลายคนยังไม่ค่อยตระหนัก
คือ Longevity Risk หรือ "ความเสี่ยงที่เราจะมีชีวิตยืนยาวกว่าที่คาด"
ชีวิตจริงของพ่อแม่ผม คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนมาก
คุณพ่ออายุ 94 ปี เกินกว่าอายุขัยเฉลี่ยของผู้ชายไทยที่ 75
คุณแม่อายุ 84 ปี ก็เกินกว่าอายุขัยเฉลี่ยของผู้หญิงไทยที่ 80
ท่านทั้งสองยังอยู่ และยังใช้ชีวิตได้ดี แม้จะมีโรคประจำวัยบางอย่าง
แต่สิ่งที่ทำให้ยังพึ่งพาตัวเองได้ในระดับหนึ่งคือ
การเตรียมตัวทั้งด้านการเงินและสุขภาพที่ดีมาตั้งแต่ก่อนเกษียณ
✅ บำนาญไม่พอ ต้องมีรายได้เสริม
แม้พ่อแม่จะรับราชการและมี "บำนาญ" แต่ก็เพียงพอแค่พื้นฐานบางอย่าง
เช่น ค่ายารัฐ ค่าหมอเบื้องต้น แต่ยังมีรายจ่ายอีกมากที่ต้องดูแลเอง
ค่ายาพิเศษ เช่น ยามะเร็งที่คุณแม่ต้องใช้
ค่าห้องพิเศษในโรงพยาบาล
ค่าจ้างคนดูแลช่วงเจ็บป่วย หรือช่วยพาไปโรงพยาบาล
โชคดีที่พ่อแม่ของผมมี
รายได้จาก บ้านเช่า ลงทุนที่ดิน
เงินออมใน สหกรณ์ครู
สิ่งเหล่านี้ช่วยเสริมบำนาญให้เพียงพอในการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพเมื่ออายุมากขึ้น
✅ สุขภาพที่ดีไม่ได้สร้างหลังเกษียณ ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้
แม่มักจะพูดเสมอว่า
“เก็บเงินไว้ใช้ยามแก่ และดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี
เพราะหลังเกษียณ สุขภาพดีมีค่ามากกว่าเงิน”
เพราะเมื่ออายุมากขึ้น
กิจกรรมนอกบ้านลดลง
ต้องพักผ่อนมากขึ้น
มีโอกาสต้องพึ่งพาผู้อื่นมากขึ้น
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพจะเพิ่มขึ้นมาก ทั้งที่ไม่คาดคิด และเลี่ยงไม่ได้
⚠️ ยิ่งแก่…ยิ่งไม่สามารถดูพอร์ตลงทุนตัวเองได้เหมือนเดิม
หลายคนมั่นใจว่าตัวเองสามารถดูพอร์ต จัดพอร์ต เปลี่ยนกลยุทธ์ลงทุนได้แม่นยำตลอดไป
แต่ในความเป็นจริง…
สายตาจะพร่ามัว
ความจำจะช้าลง
พลังในการคิดวิเคราะห์จะไม่เหมือนเดิม
และที่สำคัญคือ “ใจ” อาจไม่สู้เหมือนเดิม
อย่า Overconfident กับตัวเองในวันนี้
อย่าคิดว่าเราจะ Active ได้เหมือนเดิม
ตอนอายุ 70, 80 หรือ 90 ปี
เพราะในวัยนั้น
เราจะต้อง “พักมากขึ้น” ไม่ใช่ “มานั่งเฝ้าพอร์ต”
📌 บทสรุป: วางแผนเกษียณ = วางแผนชีวิต
Longevity Risk ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
เราทุกคนอาจจะอยู่ถึง 85, 90 หรือมากกว่านั้น
แต่จะอยู่แบบไหน อยู่ดีหรืออยู่อย่างลำบาก… ขึ้นอยู่กับ “การเตรียมตัววันนี้”
💬 หลายคนกลัวว่า "จะอยู่ไม่ถึง" แล้วจะเสียดายเงินที่เตรียมไว้
แต่ผมคิดว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ “อยู่ถึง... แต่ไม่มีเงินใช้”
อยู่ในวันที่ร่างกายอ่อนแรง เจ็บป่วย ต้องพึ่งพา แต่ไม่มีทุนดูแลตัวเอง
— แบบนั้นต่างหากที่น่ากลัว
💬 “อย่าให้ชีวิตหลังเกษียณ กลายเป็นการเอาตัวรอดจากสิ่งที่เรานึกไม่ถึงมาก่อน”
วางแผนการเงินให้ยืดหยุ่น
สร้างรายได้ที่ไม่ต้องอาศัยแรง
ดูแลสุขภาพก่อนเกษียณ
และยอมรับว่า… วันหนึ่งเราอาจไม่มีแรงพอจะ “บริหารเงินของตัวเอง” ได้อีกต่อไป
24/07/2025
✅ ข้อคิดจาก FA Plann Hub
การทำประกันไม่ใช่แค่ “ซื้อแล้วจบ”
แต่ต้องเข้าใจ “สิทธิ + เงื่อนไข + การเปลี่ยนแปลงในอนาคต”
👉 ปรึกษา FA ที่ไว้ใจได้
เพื่อออกแบบประกันที่เหมาะกับชีวิตคุณ…ไม่ใช่แค่ปีนี้ แต่ตลอดไป
#ประกันสุขภาพต้องเข้าใจ
#เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข
#เรื่องเงินเรื่องชีวิตให้มืออาชีพช่วยวางแผน
สรุปไทม์ไลน์ 6 ข้อ ดราม่าประกันสุขภาพเพิ่มเบี้ย ที่สะท้อนช่องโหว่ใหญ่ ของระบบประกันสุขภาพ | MONEY LAB
ประเด็นร้อนในสังคมออนไลน์ตอนนี้ ก็คือการที่มีคนแชร์ว่า ตัวเองโดนบริษัทประกันปรับเบี้ยขึ้นเท่าตัว
และถ้าไม่อยากจ่ายเพิ่ม ก็ต้องเปลี่ยนไปใช้แบบ Copayment 20%
จนทำให้ล่าสุดทาง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ต้องเรียกบริษัทประกันที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจง
ซึ่งถ้าหากอยากรู้ว่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนมาถึงปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
1. จุดเริ่มต้นของดราม่า
มีลูกค้ารายหนึ่งมาแชร์ว่า เคยทำประกันสุขภาพไว้ตั้งแต่ก่อนยุค Copayment แต่ล่าสุดกลับถูกบริษัทประกันปรับเพิ่มเบี้ย จากประมาณปีละ 30,000 บาทเป็น 84,000 บาท
ถ้าไม่อยากจ่ายเพิ่ม ต้องเปลี่ยนไปใช้แบบ Copayment 20% คือ ร่วมจ่ายค่ารักษาเองทุกครั้ง 20% ที่เข้าโรงพยาบาล
และต้องร่วมจ่ายแบบนี้ทุกปี ไม่ใช่เฉพาะปีถัดไปแบบเงื่อนไข Copayment ที่เพิ่งเริ่มใช้ในเดือนมีนาคม
เมื่อสอบถามไปทาง Call Center ก็แจ้งว่า เป็นเพราะเป็นเพราะเบิกค่ารักษาพยาบาลเกินเบี้ยประกันที่จ่ายไป
ซึ่งทางลูกค้าก็เล่าว่า ที่เบิกไปนั้นคือการผ่าตัดมดลูกเมื่อปลายปีที่แล้ว ที่มีค่าใช้จ่ายประมาณ 200,000 บาท
จุดนี้ทำให้หลายคนสงสัย ว่าประกันมีสิทธิทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ ซึ่งเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น เราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ระบบประกันสุขภาพของไทยในช่วงที่ผ่านมานั้น ค่อนข้างแตกต่างจากในปัจจุบันนี้
2. ทำความเข้าใจระบบประกันสุขภาพไทย 3 ยุค
- ยุคที่ 1 ประกันสุขภาพแบบเก่า ก่อนมี New Health Standard
คือกลุ่มที่ทำประกันสุขภาพไว้ ก่อนวันที่ 8 พฤศจิกายน 2564
ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทสามารถเลือกที่จะไม่ต่ออายุและปรับเพิ่มเบี้ยประกัน โดยอ้างว่าขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัทได้
คนที่อยู่ในยุคนี้ คือกลุ่มที่ เสี่ยงโดนปรับเบี้ยมากที่สุดในปัจจุบัน และกรณีที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์ ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มนี้เช่นกัน
- ยุคที่ 2 ประกันสุขภาพแบบใหม่ ช่วง New Health Standard ก่อนการมาถึงของ Copayment
คือกลุ่มที่ทำประกันสุขภาพไว้หลัง 8 พฤศจิกายน 2564 และก่อนเริ่มใช้ระบบ Copayment ในเดือนมีนาคม 2568
ซึ่งช่วงนี้ถือเป็น “ยุคทองของคนทำประกัน” เพราะบริษัทไม่สามารถยกเลิกหรือปรับเพิ่มเบี้ยได้ตามใจ
ถ้าจะปรับเบี้ย ต้องปรับกับทุกคน โดยอ้างอิงจากอายุ หรือแนวโน้มค่ารักษาที่สูงขึ้นจริง
ปัจจุบันใครทำประกันช่วงนี้ ถือว่าได้ความคุ้มครองเต็มที่ และมีมาตรฐานคุ้มครองสิทธิอย่างชัดเจน
- ยุคที่ 3 ช่วง Copayment
คือกลุ่มที่ทำประกันสุขภาพหลังมีนาคม 2568
โดยช่วงนี้แบบประกันจะระบุชัดเจนตั้งแต่แรกว่า ถ้ามีการเคลมและเข้ารักษาตามเงื่อนไข ในปีถัดไปเราจะต้อง “ร่วมจ่ายค่ารักษา” ด้วยบางส่วน
ซึ่งมีทั้งแบบร่วมจ่าย 20% และ 50% แล้วแต่เงื่อนไข
และจะพิจารณาแบบปีต่อปี ไม่ได้หมายความว่าต้องร่วมจ่ายตลอดไป
และกรณีที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์นั้น ก็คือคนที่ทำประกันในยุคที่ 1 แต่เงื่อนไข Copayment ที่ถูกเสนอนั้น หลายคนมองว่าไม่ใช่แบบใหม่ที่ใช้กันในยุคที่ 3 ที่พิจารณาเป็นปีต่อปี แต่เป็น Copayment 20% ถาวร
3. หลังแชร์ออกไป คนจำนวนมากออกมาเล่าว่า
“ตัวเองก็โดน”
หลังจากที่เรื่องราวนี้ถูกแชร์ออกไป กลับกลายเป็นว่า มีคนอีกจำนวนมาก ที่กำลังโดนเหตุการณ์แบบเดียวกัน
ทำให้เกิดความแตกตื่น หลายเพจเริ่มแชร์กันมากขึ้นกลายเป็นประเด็นร้อน
คนที่ทำประกันในช่วงเดียวกันที่ยังไม่โดนก็เริ่มกังวลว่า ประกันที่ถืออยู่ สักวันก็อาจจะโดนเพิ่มเบี้ยเหมือนกัน
4. หากเราตกอยู่ในสถานการณ์นั้น เราทำอะไรได้บ้าง?
ทางเลือกที่มีอาจเหลือเพียงไม่กี่ทางเท่านั้น คือ
- ยอมจ่ายเบี้ยเพิ่ม อย่างในกรณีที่เป็นประเด็นอยู่ก็คือจาก 30,000 บาทเป็น 84,000 บาท
- ยอมร่วมจ่าย 20% ทุกครั้งที่รักษา
- ยกเลิกแล้วไปทำกับบริษัทอื่น แต่ต้องยอมรับว่าโรคที่เป็นอยู่อาจจะไม่ถูกคุ้มครองในประกันฉบับที่ไปทำกับบริษัทใหม่ด้วย
5. คปภ. เรียกบริษัทประกันเข้าชี้แจง
หลังจากดราม่านี้กลายเป็นประเด็นร้อน สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ก็ได้เรียกบริษัทประกันที่เกี่ยวข้องเข้าไปชี้แจง
และให้ดำเนินการจัดทำและนำส่งแผนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ภายในวันที่ 30 กรกฎาคม 2568
6. บริษัทประกันออกมาชี้แจงและแก้ไข
ในช่วงเวลาเดียวกันที่มีประกาศจากทาง คปภ.
ทางบริษัทประกันก็ได้ออกจดหมายชี้แจงเช่นเดียวกัน
สรุปง่าย ๆ คือ บริษัทขอยกเลิกจดหมายที่บอกว่าจะปรับเบี้ยเพิ่ม หรือต้องเข้า Copayment ก่อนหน้านี้
ส่วนลูกค้าคนไหนที่จ่ายเบี้ยมาแล้ว บริษัทจะปรับเบี้ยและคืนส่วนต่างคืนให้
นอกจากนี้บริษัทยังให้สิทธิพิเศษ นั่นคือ ส่วนลดเบี้ยประกันสุขภาพ 10% ในปีต่ออายุหากว่าไม่ได้เคลมเลย
ทั้งหมดนี้ก็คือ ภาพรวมของดราม่าครั้งนี้ ที่เริ่มต้นจากผู้บริโภครายหนึ่ง แต่สะท้อนช่องโหว่ที่คนจำนวนมากกำลังเผชิญอยู่
ที่ทำให้ จากประกันสุขภาพ ซึ่งควรจะเป็นเครื่องมือช่วยลดความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินจำนวนมาก ในวันที่ผู้ซื้อประกันต้องป่วยไข้
แลกกับการจ่ายเบี้ยให้กับบริษัทประกันในวันที่ตัวเองยังคงสุขภาพดีอยู่ หรือที่มักจะเรียกกันว่าเป็นหลักการ “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข”
กลับกลายเป็นความทุกข์ใจ ให้กับคนที่ทำประกันสุขภาพแบบเก่า ซึ่งมีความเสี่ยงจะต้องจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ถ้าหากบริษัทต้องการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข
ซึ่งการที่ระบบประกันสุขภาพของไทยมีช่องโหว่ใหญ่ ที่สามารถส่งผลกระทบให้กับผู้บริโภคในวงกว้างได้ขนาดนี้
ก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่า ทาง คปภ. จะมีมาตรการออกมาแก้ไขอย่างไร..
#วางแผนการเงิน
#ประกัน
#ประกันสุขภาพ
References
-https://www.facebook.com/oicthailand/posts/
-https://online.pubhtml5.com/ikfiw/omhq/
-https://www.oic.or.th/th/press-release/69171
-https://www.facebook.com/share/p/1AhkK8xPQq/?mibextid=wwXIfr
“Financial Planning is not about lines, it’s about loops, links, and life paths.”
(การวางแผนการเงินไม่ใช่แค่เส้นตรง แต่คือห่วงโซ่ ความเชื่อมโยง และเส้นทางชีวิต)
“จากการพนันชีวิต → สู่ประกันชีวิตที่มีจริยธรรม”
1️⃣ จุดเริ่มต้น: “การพนันชีวิต” (Life Wager Policy)
• ในยุคศตวรรษที่ 16–17 การประกันชีวิต เริ่มต้นจากการเดิมพัน
ใคร ๆ ก็สามารถซื้อประกันชีวิตให้คนอื่นได้ แม้ไม่เกี่ยวข้องกัน
“แทงว่าจะตายเมื่อไหร่” เพื่อหวังเงินผลตอบแทน
ปัญหาที่เกิดขึ้น
• คนเริ่ม ซื้อประกันชีวิตให้คนอื่นโดยไม่บอกเจ้าตัว
• เกิดแรงจูงใจให้ฆ่าเหยื่อ เพื่อรีบเคลมเงิน
• สังคมมองว่าการประกันชีวิตเป็นการพนัน ไม่ใช่การวางแผน
⸻
2️⃣ การควบคุม: ออกกฎหมาย “ห้ามประกันชีวิตแบบพนัน”
ในปี 1774
อังกฤษออกกฎหมาย Life Assurance Act
สาระสำคัญ:
• การทำประกันชีวิตต้องมี Insurable Interest (ผลประโยชน์อันชอบธรรม)
• ผู้เอาประกันต้องเป็น
• ครอบครัว
• คู่สมรส
• หุ้นส่วน
• หรือมีความสัมพันธ์ทางการเงินจริง
ผลกระทบของกฎหมายนี้
✅ ตัดวงจร “แทงชีวิต” ออกจากระบบ
✅ ทำให้ประกันชีวิตกลายเป็น เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงและวางแผนครอบครัวจริง ๆ
✅ คนเริ่มเห็นว่า “ประกันชีวิตคือการดูแล ไม่ใช่การเดิมพัน”
⸻
3️⃣ วิวัฒนาการเป็นประกันชีวิตยุคใหม่
หลังจากกฎหมายออก
• ประกันชีวิตเริ่มถูกใช้เพื่อ คุ้มครองครอบครัวเมื่อผู้หารายได้หลักเสียชีวิต
• เริ่มมี เบี้ยประกันตามอายุ เพศ อาชีพ และสุขภาพ
• เกิดบริษัทประกันชีวิตเชิงพาณิชย์ เช่น
The Equitable Life Assurance Society of London (ปี 1762)
ซึ่งถือเป็นบริษัทประกันชีวิตที่ใช้หลักคณิตศาสตร์ประกันภัยอย่างแท้จริง
⸻
สรุป Timeline
ช่วงเวลา เหตุการณ์
1583 มีกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบ “พนันชีวิต” ครั้งแรกในลอนดอน
ศตวรรษที่ 17 การพนันชีวิตแพร่หลาย จนเกิดปัญหาด้านศีลธรรมและอาชญากรรม
1774 อังกฤษออก Life Assurance Act กำหนด “Insurable Interest”
หลัง 1774 ประกันชีวิตพัฒนาสู่ เครื่องมือทางการเงินที่มีจริยธรรมและช่วยวางแผนอนาคต
บทเรียนสำคัญ:
“จากการพนันชีวิต…สู่การปกป้องชีวิตคนที่เรารัก”
เพราะชีวิตไม่ใช่ของเล่น และความตายไม่ใช่เรื่องเดิมพัน”
จึงต้องวางแผนให้ดี
16/07/2025
ยามุ่งเป้า
หยุดมะเร็งตรงเป้า ผลข้างเคียงเบา รักษาได้ยาวนาน
เฉพาะจุด ไม่สะเปะสะปะ เจาะจงเซลล์มะเร็ง ลดการทำลายเซลล์ดี
แต่ต้องตรวจให้ชัวร์ ใช้ให้ถูกตัว ถึงได้ผลดีสูงสุด
ในวันที่ MK ลุกขึ้นมาเปิดร้านใหม่ชื่อ BONUS SUKI
ด้วยราคาเพียง 276 บาท Net
คือสัญญาณว่า… แม้แต่แบรนด์ใหญ่ก็ยังต้องปรับแผนให้ทันเกม
เหมือนกับการวางแผนการเงิน
ที่บางครั้ง “ชื่อเสียง” หรือ “ความมั่นคงในอดีต” ก็ไม่เพียงพอ
หากไม่รู้จัก แยกพอร์ต / แตกแบรนด์ / บุกตลาดใหม่
คุณเองก็เช่นกัน
ถ้ารู้ว่าแผนเก่ามันแพงไป หรือไม่เหมาะกับเป้าหมายตอนนี้
ก็ถึงเวลาที่จะ “วางแผนแบบ BONUS”
…ให้มากกว่าความคุ้มครอง
…ให้มากกว่าผลตอบแทน
…ให้มากกว่าที่คุณคิดว่า “ประกัน” จะทำได้
ไม่ต้องเปลี่ยนชีวิตทั้งหมด
แค่ “แตกพอร์ต” บางส่วน…ให้วางใจได้มากขึ้น
—
📍 FA Plann Hub
“วางแผนไม่ใช่เพื่อตอนที่ดีที่สุด… แต่เพื่อวันที่อาจไม่เป็นอย่างที่คาด”
#วางแผนชีวิตให้Bonus #คุ้มครองก็ได้คืนก็ดี ่ได้แต่FAทำได้
https://www.facebook.com/share/p/1ExGQHGe6H/?mibextid=wwXIfr
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
1/251 อาคารสีลมแกรนด์เทอเรส
Bangkok
10500