ORICA

ORICA

แชร์

ยาสีฟันสมุนไพรไทยผสมข่อย ช่วยให้เห ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพดี คำนึงถึงสุขภาพผู้ใช้เป็นหลัก

11/04/2019

ORICA ยาสีฟันสมุนไพร เพื่อสุขภาพฟันและเหงือกที่แข็งแรง

ยาสีฟันสมุนไพร ORICA เป็นสูตรที่คิดค้นและพัฒนาขึ้นมาเพื่อสุขภาพฟันและเหงือก โดยเป็นสูตรเข้มข้น รสชาติเย็น สดชื่น ประกอบด้วยสมุนไพรไทยที่รู้จักกันดีว่ามีคุณสมบัติช่วยรักษาสุขภาพช่องปากอย่างได้ผลดี คือ

***ข่อย*** ช่วยทำให้ฟันแข็งแรง ป้องกันฟันผุ ลดอาการปวดฟัน

* กานพลู มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค เหงือกบวม อักเสบ (รำมะนาด) เลือดออกตามไรฟัน ดับกลิ่นปาก,

* สะระแหน่ มีฤทธิ์เย็น ทำให้ปากหอม สะอาด สดชื่น และยังช่วยขจัดคราบหินปูน คราบฟันเหลืองจากบุหรี่ชา, กาแฟ, ทำให้ฟันขาวขึ้นอีกด้วย

* พิมเสน ให้ความหอมเย็น ลดการอักเสบในช่องปาก

* การบูร ให้ความเย็นสดชื่น ระงับเชื้อ ลดอาการปวดฟัน

ใช้เป็นประจำจะทำให้ฟันแข็งแรง ขาว สดใส เหงือกกระชับ ระงับกลิ่นปาก ลมหายใจสะอาดสดชื่นมั่นใจ ตลอดวัน

วิธีใช้ : ใช้ยาสีฟันเพียงเล็กน้อย ( 1 ใน 10 ของแปรงสีฟัน) ใช้เป็นประจำทุกเช้าและก่อนนอน

ส่วนประกอบสำคัญ
ข่อย,กานพลู,สะระแหน่, พิมเสน, การบูร

23/02/2018

ORICA ยาสีฟันสมุนไพร เพื่อสุขภาพฟันและเหงือกที่แข็งแรง

ยาสีฟันสมุนไพร ORICA เป็นสูตรที่คิดค้นและพัฒนาขึ้นมาเพื่อฟันและเหงือกสุขภาพดี เป็นยาสีฟันสูตรเข้มข้น รสชาติเย็น สดชื่น ประกอบด้วยสมุนไพรไทยที่มีคุณส

"ข่อย"และ "กานพลู" - มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ป้องกันฟันผุ ลดอาการปวดฟัน เหงือกบวม อักเสบ (รำมะนาด) เลือดออกตามไรฟัน ดับกลิ่นปาก

"สะระแหน่" - มีฤทธิ์เย็น ทำให้ปากหอม สะอาด สดชื่น
นอกจากนี้ ยาสีฟันสมนุไพร ORICA ยังช่วยขจัดคราบหินปูน คราบฟันเหลืองจากบุหรี่ชา, กาแฟ, ทำให้ฟันขาวขึ้นอีกด้วย
เมือใช้แล้วจะทำให้ฟันแข็งแรง ขาว สดใส เหงือกกระชับ ระงับกลิ่นปาก ลมหายใจสะอาดสดชื่นมั่นใจ ตลอดวัน

วิธีใช้ : ใช้ยาสีฟันเพียงเล็กน้อย ( 1 ใน 10 ของแปรงสีฟัน) ใช้เป็นประจำทุกเช้าและก่อนนอน

ส่วนประกอบ
ข่อย, กานพลู, พิมเสน, การบูร, สะระแหน่ ฯ

23/02/2018

การขูดหินปูนจะทำให้ฟันห่างหรือไม่ ฟันจะสึกไหม?

จริงๆแล้วการขูดหินปูนไม่มีผลทำให้ฟันห่าง แต่เนื่องจากในร่องที่มีหินปูนมากๆมักจะมีเหงือกร่น และรากฟันโผล่อยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อขูดหินปูนออกไปจึงดูเสมือนว่าฟันห่างกันมากขึ้น

และการขูดหินปูนก็ไม่ได้ทำให้ฟันสึก เพราะการขูดหินปูนไม่ได้ใช้แรงมาก ใช้หลักของการสั่นสะเทือนในการจะกะเทาะให้หินปูนแตกออก ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าขูดหินปูนแล้วฟันจะสึก ควรจะกังวลว่าทำอย่างไรหินปูนจึงจะเกิดน้อยลง หรือช้าลงดีกว่า ก็ในเมื่อหินปูนขูดออกได้ ก็เกิดใหม่ได้เช่นกัน
ดังนั้นทางที่ดีก็คือ พยายามทำความสะอาดฟันให้ทั่วถึงสม่ำเสมอ แล้วการสะสมหินปูนก็จะช้าลงเอง แทนที่จะต้องไปตรวจและขูดหินปูนออกทุก 3-6 เดือนก็เพียงไปตรวจและขูดออกเพียงแค่ปีละ 1 ครั้งก็พอ

ขอบคุณข้อมูลจาก doctor.or.th
ภาพประกอบจาก internet

25/01/2018

การจัดฟันกับการเปลี่ยนรูปหน้า

หลาย ๆ ท่านอาจเข้าใจว่าการจัดฟันแต่เพียงอย่างเดียวจะสามารถแก้ไขรูปหน้าให้ดูยาว เรียวคางแหลมแบบสาวเกาหลีได้ แต่แท้จริงแล้ว การจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปหน้าได้อย่างชัดเจนนั้น อาจจะต้องอาศัยการผ่าตัดกระดูกขากรรไกร เพื่อปรับตำแหน่งและ/หรือเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างขากรรไกรบนและขากรรไกร ล่างร่วมด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะของการสบฟัน และความสัมพันธ์ของโครงสร้างของกระดูกขากรรไกรก่อนการรักษา

ทั้งนี้ การผ่าตัดเพื่อแก้ความสัมพันธ์ของกระดูกขากรรไกรนั้น อาจมีความจำเป็นในกรณีที่มีความผิดปกติของการสบฟันมาก ร่วมกับมีความผิดปกติของโครงสร้างและความสัมพันธ์ของกระดูกขากรรไกรอย่างมาก รวมถึงกรณีที่มีใบหน้าไม่สมมาตรกันเนื่องจากคางเบี้ยวไปด้านหนึ่ง เป็นต้น ซึ่งการจัดฟันแต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์

ขอบคุณ ข้อมูลจาก thaiortho.org
รูปประกอบจาก internet

31/12/2017

ยิ้มสวย ด้วยฟันขาว

การยิ้มมีข้อดีและประโยชน์อยู่มากมาย ดังนั้นเราจึงต้องมีวิธีที่จะรักษารอยยิ้มของเราเอาไว้ พร้อมทั้งทำให้ตัวเรามีรอยยิ้มที่สวยงามหน้ามองอยู่เสมอๆ แน่นอนว่าด่านแรกของรอยยิ้มที่น่ามองคือ จิตใจของเรา แต่ด่านที่สองนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน สิ่งนั้นก็คือ ฟันสวยสดใสและสุขภาพช่องปากนั่นเอง

“โดยปกติแล้วฟันของคนเรามีอายุการใช้งานยาวนาน ซึ่งหากรักษาความสะอาดพร้อมหมั่นดูแลสุขภาพของช่องปากและฟันแล้วละก็ ฟันสวยๆ สามารถอยู่กับเราได้ตลอดไปจนวันสุดท้ายเลยทีเดียว”

ก่อนจะเริ่มขั้นตอนการรักษาสุขภาพฟัน ลำดับแรกต้องทำความเข้าใจกับโครงสร้างของฟันกันก่อน ฟันของคนเรามีส่วนประกอบเป็นชั้นๆ โดยเริ่มต้นที่ชั้นเคลือบฟัน เนื้อฟัน และเส้นประสาท โดยชั้นเคลือบฟันนั้นมีส่วนช่วยในการปกป้องเนื้อแท้ของฟันที่มีลักษณะเป็นท่อเล็กๆ นับไม่ถ้วนประกอบเข้าไว้ด้วยกันก่อนจะถึงเส้นประสาท ในส่วนของฟันที่อยู่ในเหงือกจะไม่มีชั้นเคลือบฟัน แต่จะมีเหงือกคอยช่วยปกป้องรากฟันแทน

การดูแลรักษาฟันมีวิธีการที่ไม่ยากและสามารถทำได้เป็นประจำดังนี้

1. รู้จักใช้ฟันให้เหมาะสมกับหน้าที่
ฟันแต่ละส่วนมีหน้าที่เป็นของมันเอง อย่างฟันหน้าใช้ กัด ตัด หรือแทะ, ฟันเขี้ยวใช้ฉีกอาหาร, และสุดท้ายฟันกรามใช้สำหรับบดอาหารก่อนกลืนเข้าสู่ระบบย่อย การใช้ฟันได้เหมาะสมกับหน้าที่จะทำให้ฟันไม่สึกหรอเร็วจนเกินไปและช่วยรักษาสภาพฟันไว้ได้อย่างดี นอกจากนี้ยังควรใช้อุปกรณ์อื่นๆ ช่วยทุ่นแรงในการใช้ฟัน เช่น สิ่งที่เหนียวเกินไปก็ควรตัดแบ่งให้เรียบร้อยก่อนเคี้ยว หรือสิ่งที่แข็งเกินไปก็ไม่ควรเคี้ยวให้ฟันสึก เป็นต้น

2. รู้จักดูแลรักษาฟันด้วยตัวเอง
นั่นคือวิธีการง่ายๆ อย่างการแปรงฟันและบ้วนปากนั่นเอง การดูแลรักษาฟันที่ดี ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละสองครั้งเช้า-เย็น หากมีโอกาสอาจแปรงฟันหลังมื้ออาหารกลางวันด้วยก็ได้ แต่ถ้าไม่สะดวกอาจได้การบ้วนปากและกลั้วปากด้วยน้ำสะอาดเพื่อล้างอาหารที่ติดอยู่กับฟันออกไป ทั้งนี้เพื่อความสะอาดของฟัน สุขภาพช่องปากที่ดี และยังช่วยลดกลิ่นปากระหว่างวันได้อีกด้วย

3. รู้จักพบแพทย์
การไปพบแพทย์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 สาเหตุ ดังนี้
- เพื่อสุขภาพในช่องปาก ควรไปพบแพทย์อย่างน้อยทุก 6-12 เดือน เพื่อนตรวจดูสุขภาพในช่องปากอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาและป้องกันสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับฟัน อย่างฟันผุ หินปูน รากฟันมีปัญหา เหงือกอักเสบ เป็นต้น
- เพื่อความสวยงาม เราสามารถไปพบแพทย์ได้เพื่อเสริมสร้างความสวยงามให้กับช่องปากนอกเหนือจากการรักษาสุขภาพและโรคต่างๆ เช่น การฟอกฟันขาว การจัดฟัน เป็นต้น

4. รู้จักเลือกทาน
อาหารที่เรารับประทานก็มีส่วนช่วยในการดูแลฟัน สุขภาพช่องปากและรอยยิ้มของเรา โดยแต่ละชนิดก็มีสรรพคุณทั้งดีและไม่ดีต่างกันไป ดังนี้
- อาหารเส้นใยสูง เช่น แตงกวา ฝรั่ง มะเขือเทศ ชมพู่ และอื่นๆ จะช่วยทำความสะอาดฟันให้มีฟันสะอาดสดใส
- น้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้ มีผลดีต่อฟันมากกว่าน้ำอัดลม เพราะน้ำอัดลมจะกัดเซาะชั้นเคลือบฟันและสีของฟันไปเรื่อยๆ
- ของหวานทานแต่น้อย เพราะของหวานเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดฟันผุ
- ไม่ควรทานอาหารที่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป เพราะอาจทำให้เสียวฟันและทำลายชั้นเคลือบผิวฟันได้
- ทานอาหารที่มีวิตามินซี อย่างส้ม สับปะรด และผักผลไม่อื่นๆ เพื่อช่วยในการรักษา เหงือก ฟัน และกระดูก
- ดื่มนมบ้าง เพื่อบำรุงกระดูกและเพิ่มแคลเซียมให้ฟันแข็งแรง
- หมั่นรับประทานของที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ เพื่อสุขภาพช่องปากและร่างกายที่ดี

สุดท้ายนี้ อยากจะเน้นย้ำถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูแลรักษาฟันและช่องปาก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินไปและสามารถเริ่มได้ง่ายๆ ที่ตัวเรานั่นคือ การเริ่มต้นการแปรงฟันอย่างถูกวิธีและเป็นประจำ สม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ก็สามารถอวดยิ้มสวยใสได้ตลอดเวลา โดยไม่มีปัญหาช่องปากต่างๆ มาคอยรบกวนจิตใจ

ขอบคุณข้อมูลจาก slimupcenter.co.th
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

04/12/2017

การดูแลสุขภาพฟัน ของคุณแม่ตั้งครรภ์

ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ถูกลูกน้อยดึงแคลเซียมไปใช้เป็นจำนวนมาก ทำให้คุณแม่หลายคนมีฟันผุ ซึ่งหากไม่รักษาอาจลามไปถึงเหงือก กลายเป็นโรคเหงือกไปอีก ซึ่งจะส่งผลเสียกับลูกมาก ๆ ค่ะ หากคุณแม่เป็นโรคเหงือกและฟันแล้วไม่ยอมรักษาคุณแม่มีโอกาสครรภ์เป็นพิษสูง อาจคลอดก่อนกำหนดหรือลูกตัวเล็กได้

คุณแม่จำเป็นต้องดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี รักษาความสะอาดมาก ๆ หลังทานอาหารเสร็จทุกมื้อควรแปรงฟันและบ้วนปากให้สะอาด ถ้าคุณแม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพฟันมาก ต้องไปพบทันตแพทย์โดยด่วน อย่าปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาดและอย่าลืมแจ้งคุณหมอให้ทราบว่าเราตั้งครรภ์อยู่ เพราะบางครั้งคุณหมอจะเอ็กซเรย์ฟัน ซึ่งคุณแม่ท้องจะทำการเอ็กซเรย์ไม่ได้ อันตรายอย่างยิ่ง และยิ่งอายุครรภ์มากขึ้นก็จะเริ่มอุ้ยอ้าย จะลุกนั่งก็ทำลำบาก ยิ่งนอนอ้าปากนาน ๆ ลุกขึ้นมามีเจ็บระบมก้นกันน่าดู

ดังนั้นอย่าลืมทำความสะอาดเหงือกและฟันกันมาก ๆ นะคะ เพื่อเจ้าตัวเล็กของเราเอง

คำแนะนำ การดูแลสุขภาพฟันคุณแม่ตั้งครรภ์

คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อสุขภาพของแม่และลูกในครรภ์ โดยเฉพาะแคลเซียมซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญในการเสริมสร้างฟันให้กับลูก คุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมให้เพียงพอ เพราะลูกได้รับแคลเซียมจากกระแสเลือดของคุณแม่นั่นเองค่ะ

คุณแม่ตั้งครรภ์ควรแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ให้สะอาดทั่วทั้งบริเวณภายในปากและขอบเหงือก ถ้าหากมีการรับประทานอาหารควรบ้วนปากหรือแปรงฟันทุกครั้งหลังทานอาหารเสร็จค่ะ

หากคุณแม่ตั้งครร์มีอาการแพ้ท้อง อาเจียน ควรบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าหรือน้ำยาบ้วนปากผสมฟลูออไรด์ เพื่อช่วยลดปริมาณกรดจากกระเพาะอาหารที่ย้อนขึ้นมาในช่องปาก

คุณแม่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานมากเกินไป หรืออาหารที่เป็นของทานเล่นต่างๆ ที่มีลักษณะเหนียวติดฟัน เพื่อช่วยในการป้องกันฟันผุ

คุณแม่ตั้งครรภ์ควรพบทันตแพทย์เพื่อทำการตรวจสุขภาพฟัน และควรจะไปพบทันตแพทย์ในช่วงที่อายุครรภ์ 4-6 เดือน เนื่องจากในช่วง 3 เดือนแรก เป็นช่วงเวลาสำคัญของ ทารกในครรภ์ ที่จะทำการพัฒนาส่วนต่างๆ ของร่างกาย เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์พบกับทันตแพทย์และเจ้าหน้าที่ควรแจ้งทุกครั้งว่าตั้งครรภ์

คุณแม่ตั้งครรภ์นอกจากการดูแลสุขภาพร่างกายส่วนอื่นๆ แล้ว สุขภาพช่องปากของคุณแม่ก็เป็นสิ่งสำคัญ หากฟันและเหงือกมีการอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้เชื้อโรคกระจายไปตามอวัยวะอื่นๆ ทางกระแสเลือดได้ค่ะ

ดังนั้นหากคุณแม่ตั้งครรภ์พบว่าสุขภาพฟันในช่องปากมีปัญหา ก็ควรไปพบทันตแพทย์ทันที และอย่าลืมแจ้งให้ทันตเแพทย์และเจ้าหน้าที่ทราบด้วยว่ากำลังตั้งครรภ์ เพื่อการรักษาที่ถูกต้องปลอดภัยทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ไงล่ะคะ…

ขอบคุณข้อมูลจาก maerakluke.com
ภาพจากอินเตอร์เน็ต

21/11/2017

หมากฝรั่งกับฟัน

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยมิชิแกนในสหรัฐฯ ได้ทำการศึกษาเด็กจำนวน 1,200 คน และพบว่า เมื่อเด็กเคี้ยวหมากฝรั่งประเภทไร้น้ำตาล โอกาสในการเกิดฟันผุจะลดลงประมาณ 2-3 เท่าตัวเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่ไม่เคี้ยวหมากฝรั่งเลย ทั้งนี้เป็นเพราะว่าหมากฝรั่งจะทำหน้าที่เป็นตัวช่วยทำความสะอาดคราบฟัน และลดปริมาณกรดที่อยู่บริเวณหน้าฟัน ซึ่งเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดฟันผุ แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กที่เคี้ยวหมากฝรั่งปราศจากน้ำตาลแล้วจะไม่ต้องแปรงฟันนะคะ การเคี้ยวหมากฝรั่งเป็นเพียงตัวช่วยเท่านั้นเอง

credit : doctor.or.th
ภาพจาก Internet

09/10/2017

ฟันหลุด ถนอมไว้ได้ด้วยนมสด

เมื่อฟันของคุณเกิดหลุดออกมาจากที่อยู่ของมันในปากคุณโดยอุบัติเหตุหรือการชกต่อย คุณจะเก็บฟันไว้อย่างไรก่อนจะถึงมือหมอฟัน ซึ่งหมอฟันสามารถจัดฟันเข้าที่เดิมให้คุณได้ (หากคุณไปถึงหมอในเวลาไม่เกิน ๑-๒ ชั่วโมง) ในกรณีที่ฟันเพียงแต่เลื่อนออกมา แต่ยังไม่หลุดออกนอกปาก คุณก็เพียงแต่ดันมันกลับเข้าไปในเบ้าฟันตามเดิม แล้วหุบปากให้สนิท ระหว่างที่เดินทางไปหาหมอฟัน แต่หากฟันนั้นเกิดหลุดออกนอกช่องปากแล้วตกลงสู่พื้นหรือที่ใดก็ตาม ฟันนั้นย่อมเกิดการปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมนั้นๆ อย่างนี้แล้วคุณต้องทำความสะอาดฟันเสียก่อน โดยใช้น้ำสะอาด หรือที่ดีที่สุด คือ ใช้นมกล่องยูเอชที (UHT) หรือนมสด (ที่ยังสดจริงๆ) โดยเทราดนมหรือน้ำลงบนส่วนผิวรากฟัน อย่าใช้นิ้วหรือวัสดุใดๆ เช็ดถูก เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อที่หุ้มรากฟันชอกช้ำ หรือฉีกขาดเพิ่มขึ้น เมื่อได้ชะล้างจนดูสะอาดพอแล้ว ก็นำฟันนั้นแช่ในนม ถ้าเป็นนมยูเอชทีก็แช่ฟันลงไปในกล่องนมเลย แล้วผนึกให้ดี ถ้าเป็นไปได้ นำกล่องนมนั้นแช่ในถุงหรือกระติกบรรจุน้ำแข็งอีกที แล้วรีบไปพบหมอฟัน

จากการวิจัยเป็นเวลา ๓ ปี ของ ผศ.ลอเลนซ์ และนายทิม สมิธลูกศิษย์ของเขา ที่มหาวิทยาลัย ควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ได้ข้อสรุปว่า สารที่มีประสิทธิภาพดี ที่สุดในการเก็บรักษาฟันที่หลุดออกมาจากเบ้าฟัน ได้แก่ วุ้นสังเคราะห์ที่ใช้สำหรับเลี้ยงเนื้อเยื่อในห้องทดลอง แต่เนื่องจากเป็นสิ่งที่หาได้ยาก และไม่เป็นที่รู้จักของชาวบ้านเท่าใดนัก เขาจึงเสนอให้ใช้นมกล่องยูเอชทีแทน สำหรับกรณีฉุกเฉินเช่นนี้ ซึ่งเขาได้ใช้นมรูปแบบนี้ในการวิจัยข้างต้นด้วย และพบว่า มันมีความเหมาะสมที่สุดในเชิงปฏิบัติ เนื่องจากหาได้ง่าย ราคาไม่แพง และใช้ง่าย

นมสดมีข้อดี คือ ความสดของนมแน่นอนกว่านมชนิดอื่นๆ เพราะเก็บไว้ในกล่องได้โดยไม่ต้องแช่เย็น และโดยคุณสมบัติของนมจะไม่ทำให้ เซลล์หุ้มรากฟันบวมและแตกออกเหมือนน้ำ ทั้งยังประกอบด้วยสารโปรตีนและน้ำตาลที่จำเป็นต่อการหล่อเลี้ยงเซลล์ รวมทั้งมีความเป็นกรดเป็นด่างที่คงที่ เป็นประโยชน์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคบางชนิดได้ ดังนั้นหากใครยังไม่มีนมกล่องยูเอชทีไว้ในบ้าน อาจเริ่มหามาเก็บไว้ในบ้าน เพื่อใช้ยามฉุกเฉินบ้างนะครับ โดยเฉพาะบ้านที่มีสมาชิกตัวน้อยๆ ที่ซุกซนเป็นลิง หรือมีผู้ใหญ่ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ด้านอารมณ์ นมกล่องละ ๖-๗ บาท แต่อาจช่วยรักษาฟันของคุณได้อย่างคาดไม่ถึง นับว่าเป็นการลงทุนที่ต่ำสุดๆ เลยก็ว่าได้ และที่สำคัญเมื่อถึงเวลาเข้าจริงๆ อย่าเผลอไปหยิบนมอื่น (โดยเฉพาะที่ไม่สด) มาใช้ก็แล้วกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก หมอชาวบ้าน
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

08/09/2017

คราบหินปูน เกิดจากอะไร?

หินปูนหรือหินน้ำลาย คือ แผ่นคราบจุลินทรีย์ที่แข็งตัวเนื่องจากมีธาตุแคลเซียมจากน้ำลายเข้าไปตกตะกอน แผ่นคราบจุลินทรีย์ หรือ Bacterial plaque คือ คราบสีขาวขุ่นนิ่มที่ประกอบด้วยเชื้อโรค ติดอยู่บนตัวฟัน แม้ว่าจะบ้วนน้ำก็ไม่สามารถหลุดออกได้ ขบวนการเกิดคราบจุลินทรีย์เริ่มต้นหลังจากที่แปรงฟัน แล้วเพียง 2-3 นาที โดยจะมีเมือกใสของน้ำลายมาเกาะที่ตัวฟัน จากนั้นเชื้อโรคที่มีอยู่มาก ในปากจะมาเกาะทับถมกันมาก ๆ เข้าเกิดเป็นคราบจุลินทรีย์ คราบจุลินทรีย์นี้เองเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคฟันผุและโรคปริทันต์ เมื่อรับประทานอาหารเข้าไป คราบจุลินทรีย์นี้จะใช้น้ำตาลจากอาหารสร้างกรดและสารพิษ โดยกรดจะทำลายเคลือบฟันทำให้ฟันผุ สารพิษจะทำให้เหงือกอักเสบ ทำให้เกิดโรคปริทันต์ ถ้าไม่กำจัดคราบจุลินทรีย์ โดยการทำความสะอาดฟันและเหงือกอย่างดีทุกวัน คราบนี้จะเพิ่มมากขึ้นและทำอันตรายต่อฟันและเหงือก มักพบคราบจุลินทรีย์มากโดยเฉพาะที่คอฟัน บริเวณขอบเหงือกและซอกฟัน สามารถใช้สีย้อมให้เห็นคราบได้ชัดเจน แต่ในรายที่คราบหนามาก ๆ สามารถเห็นและรู้สึกได้เมื่อใช้ลิ้นสัมผัสไปตามฟัน

ความสำคัญและความจำเป็นในการขูดหินปูน

บนพื้นผิวหินน้ำลาย จะมีคราบจุลินทรีย์ปกคลุม หินน้ำลายที่โผล่พ้นขอบเหงือกจะมองเห็นได้ แต่ส่วนที่อยู่ใต้เหงือกจะมองไม่เห็น หินปูนหรือคราบจุลินทรีย์ที่ยึดติดอยู่บนหินปูนใต้เหงือกไม่สามารถกำจัดออกได้ โดยวิธีการทำความสะอาดฟันด้วยตัวเองต้องอาศัยทันตแพทย์ช่วยกำจัดหินปูนให้ ทันตแพทย์จะขูดหินปูนออกทั้งเหนือเหงือกและใต้เหงือก จากนั้นทำรากฟันให้เรียบ (root planning) ปราศจากสารพิษใด ๆ เพื่อให้เหงือกยึดแน่นรอบตัวฟันเหมือนเดิมการขูดหินปูนให้หมดจริง ๆ อาจต้องใช้เวลาพอควร อาจต้องนัดครั้งละ 30-45 นาที เป็นเวลา 2-4 ครั้ง หรือมากกว่านั้น ขึ้นกับความมากน้อยของหินปูน ความลึกของร่องลึกปริทันต์ ความแข็งของหินปูนเป็นต้น

หลังจากนั้นประมาณ 4-6 อาทิตย์ ทันตแพทย์จะประเมินผลดูว่าผู้ป่วยหายจากโรคปริทันต์หรือไม่ โดยดูลักษณะเหงือกว่ากลับสู่สภาพเดิมหรือยัง มีเลือดออกเวลาแปรงฟันและเมื่อใช้เครื่องมือวัดร่องลึกปริทันต์ ว่าตื้นขึ้นหรือเข้าสู่ภาวะปกติหรือไม่ ถ้ายังมีความลึกของ ร่องลึกปริทันต์อยู่ ทันตแพทย์จะพิจารณาว่าควรจะทำการผ่าตัดหรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นกับการร่วมมือของผู้ป่วยในการทำความสะอาดด้วย แม้ว่าเหงือกจะกลับคืนสู่สภาวะปกติแล้ว แต่ถ้าผู้ป่วยละเลยไม่ทำความสะอาดอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ก็สามารถที่จะกลับมาเป็นโรคปริทันต์ได้อีก

ควรเริ่มขูดหินปูนตั้งแต่วัยใด

สามารถขูดหินปูนได้ทุกวัย แม้กระทั่งในวัยเด็กที่มีฟันน้ำนมขึ้นแล้วไปจนกระทั่งผู้สูงอายุ

ระยะความถี่ห่างของการขูดหินปูนที่เหมาะสม

ในระยะแรก ๆ หลังการขูดหินปูน ควรกลับมาให้ทันตแพทย์ตรวจและทำความสะอาดภายใน 2-3 เดือน จากนั้นถ้าผู้ป่วยสามารถทำความสะอาดได้ดี ไม่มีเหงือกอักเสบหรือไม่มีร่องลึกปริทันต์ ทันตแพทย์จะนัดผู้ป่วยมาตรวจและขูดหินปูน ภายใน 5-6 เดือน โดยทุกครั้งจะดูความร่วมมือของผู้ป่วยและอาจทบทวนวิธีการทำความสะอาดฟันและเหงือกด้วย

การขูดหินปูนบ่อย ๆ จะมีผลกระทบต่อฟันหรือไม่

ในบางครั้งจะทำให้เกิดอาการเสียวฟันได้บ้าง ภายหลังการขูดหินปูนและอาจมีการเจ็บเหงือกบ้างบางครั้ง แต่การดูแลรักษาความสะอาดที่ถูกต้อง จะทำให้อาการดังกล่าวหายไป

ถ้าไม่ขูดหินปูนจะเกิดผลเสียอย่างไร

จะทำให้เกิดโรคปริทันต์ โดยท่านอาจมีอาการดังนี้

เลือดออกขณะแปรงฟัน
เหงือกบวมแดง
มีกลิ่นปาก
เหงือกร่น
มีหนองออกจากร่องเหงือก
ฟันโยก
ฟันเคลื่อนออกจากกัน

ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกกับเลือดหยุดยาก สามารถขูดหินปูนได้หรือไม่

ผู้ป่วยที่มีเลือดหยุดยาก ควรจะมีการปรึกษาแพทย์ เพื่อแพทย์จะได้ปรึกษาและวางแผนการรักษาร่วมกับทันตแพทย์ โดยอาจจะต้องหยุดยาที่ทำให้เลือดแข็งตัวช้า หรือในกรณีที่มีเลือดที่มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือดอาจต้องให้เลือดหรือสารทดแทนก่อนขูดหินปูน เพื่อป้องกันปัญหาแทรกซ้อนหรือเลือดไหลไม่หยุด

การป้องกันในการเกิด คราบหินปูน

ประกอบด้วยการทำความสะอาดฟัน นั้นคือ การแปรงฟันให้ถูกวิธี การทำความสะอาดซอกฟัน รวมทั้งการนวดเหงือก ซึ่งมีหลายวิธี เช่นการใช้เส้นใยขัดฟัน (flossing) ปุ่มนวดเหงือก (rubber tip) แปรงระหว่างซอกฟัน (proxmal brush) ผ้าก็อซ (gauze strip) ไม้กระตุ้นเหงือก การที่จะเลือกใช้อุปกรณ์ตัวใด ขึ้นอยู่กับการพิจารณาและคำแนะนำของทันตแพทย์

ข้อแนะนำ

ท่านสามารถป้องกันโรคฟันผุและโรคปริทันต์ ได้โดยการกำจัดคราบจุลินทรีย์ในช่องปากของท่านโดยการแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าและก่อนนอน การแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อเป็นสิ่งที่ดีมากแต่ถ้าไม่สามารถกระทำได้ให้บ้วนน้ำแรง ๆ 2-3 ครั้ง หลังอาหาร ทำความสะอาดซอกฟันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
หลีกเลี่ยงอาหารหวาน ๆ โดยเฉพาะระหว่างมื้อ
พบทันตแพทย์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อตรวจสภาพเหงือกและฟัน เพื่อทำความสะอาดฟันบริเวณที่เหลือจากการทำความสะอาดและรับการรักษาระยะเริ่มแรก ก่อนที่ท่านจะต้องสูญเสียฟันของท่าน เนื่องจากโรคฟันผุและปริทันต์

ทพ.มหิศร วิเศษจัง
งานทันตกรรม โรงพยาบาลศิริรราช
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ขอบคุณข้อมูลจาก health.mthai.com
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

02/09/2017

ลิ้นบอกสุขภาพ

เราทุกคนต่างรู้ถึงความสำคัญของลิ้นกันเป็นอย่างดี นอกจากจะเป็นอวัยวะที่ว่ากันว่าแข็งแรงที่สุดในร่างกายเพราะลิ้นประกอบด้วยกล้ามเนื้อมัดใหญ่กว่า 60 มัดรวมกันแล้ว ก็ยังทำหน้าที่รับรู้รสชาติอาหารที่เรากินเข้าไป และช่วยในการออกเสียงพูด แต่รู้กันหรือไม่ว่าลิ้นของเราก็สามารถบ่งบอกโรคได้อีกด้วย อย่างที่เราจะมาเรียนรู้กันวันนี้ กับความผิดปกติของลิ้นที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนี่ล่ะคือสัญญาณของการเจ็บป่วยหรือโรคบางชนิดที่ควรรีบรับการรักษาก่อนที่จะสายเกินแก้ แต่ลิ้นของเราจะบ่งบอกสัญญาณสุขภาพอะไร และจะแสดงออกมาอย่างไร มาเช็กกันเลยค่ะ

ลิ้นเลี่ยน (ลิ้นเรียบผิดปกติ)

ปกติแล้วลิ้นของคนเราจะมีลักษณะตะปุ่มตะป่ำเพราะมีตุ่มรับรสกระจายอยู่ทั่ว แต่ถ้าหากลิ้นของคุณเริ่มมีลักษณะเรียบผิดปกติ หรือที่เรียกว่าลิ้นเลี่ยน นั่นแปลว่าคุณกำลังเกิดภาวะร่างกายขาดธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 กรดโฟลิก ที่ทำให้เกิดอาการอักเสบจนตุ่มรับรสตายและหลุดลอกไปจนผิวลิ้นเรียบแล้วล่ะค่ะ ทั้งนี้อาการดังกล่าวก็ไม่ได้เกิดจากการขาดสารอาหารเพียงอย่างเดียวแต่ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อยีสต์ในช่องปากได้ด้วยเช่นกัน โดยนอกจากอาการลิ้นเลี่ยนแล้ว ก็ยังอาจมีอาการแสบร้อนที่ลิ้นขณะที่รับประทานอาหารที่เป็นกรดหรือมีรสชาติเค็มร่วมด้วย ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดก่อนจะดีกว่าค่ะ

ลิ้นเป็นสีแดงสดลักษณะคล้ายผลสตรอว์เบอร์รี

หากลิ้นของคุณที่เคยปกติเปลี่ยนเป็นสีแดงสดโดยไม่มีสาเหตุ แปลว่าคุณกำลังขาดวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินบี 12 และธาตุเหล็ก เพราะแร่ธาตุทั้ง 2 ชนิดนี้มีความสำคัญกับตุ่มรับรสบนลิ้นเป็นอย่างมาก แต่ถ้าคุณเป็นคนที่รับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุทั้ง 2 ชนิดอยู่เป็นประจำ ทว่าก็ยังมีอาการดังกล่าว คุณควรไปพบแพทย์เพราะนี่อาจจะเป็นสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองซึ่งเข้าไปทำให้ร่างกายของคุณไม่สามารถดูดซึมวิตามินทั้ง 2 ชนิดได้

ลิ้นเป็นสีดำ หรือมีขนขึ้นที่ลิ้น

แม้ลิ้นจะเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลาแต่ก็ใช่ว่าไม่สามารถมีขนขึ้นได้ และถ้าลิ้นของคุณมีขนอ่อน ๆ เกิดขึ้น บอกได้เลยว่านั่นคือสัญญาณของปัญหาของสุขภาพช่องปากที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพหัวใจ คุณอาจจะกำลังมีความเสี่ยงสูงที่่จะเป็นโรคหัวใจ นอกจากนี้การที่ลิ้นของคุณเปลี่ยนสีเป็นสีดำ ก็อาจจะเป็นสัญญาณของการติดเชื้อราที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันอันเนื่องมาจากโรคบางชนิด อย่างเช่น โรคเบาหวาน ได้เช่นกัน

ลิ้นบวม

ถ้าวันดีคืนดีคุณเริ่มคิดว่าลิ้นของคุณดูใหญ่ขึ้นหรือรู้สึกว่าลิ้นของคุณกำลังบวมโดยไม่มีสาเหตุ ก็ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าคุณอาจจะกำลังเป็นโรคไทรอยด์ชนิดขาดฮอร์โมนไทรอยด์ (Hypothyroidism) ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนได้เพียงพอ ทำให้ระบบเผาผลาญของคุณทำงานลดลงจนทำให้ไม่มีแรง ดังนั้นหากพบว่าลิ้นบวมผิดปกติควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจดีกว่าปล่อยทิ้งไว้

ลิ้นแตก

หากลิ้นของคุณเริ่มเกิดรอยแตก โดยที่ไม่มีเลือดไหลออกมา ก็อย่าเพิ่งวิตกกังวลไป เพราะนั่นเป็นอาการที่เกิดขึ้นตามวัย ยิ่งถ้ามีอายุมากก็จะยิ่งพบได้ง่าย จึงไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะเป็นสัญญาณของอาการป่วยใด ๆ แต่ก็ใช่ว่าจะละเลยได้ คุณควรจะเอาใจใส่สุขภาพช่องปากให้มากขึ้นเนื่องจากเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรียนั้นอาจจะเข้าไปอยู่ตามรอยแตกของลิ้นได้ ควรแปรงฟันและลิ้นให้สะอาด ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหมั่นไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากอย่างน้อยทุก ๆ 6 เดือนค่ะ

ลิ้นลายแผนที่

ลิ้นลายแผนที่คืออาการที่ลิ้นมีส่วนที่ขรุขระและส่วนที่เรียบสลับกันไปมาจนคล้ายกับแผนที่ มีสาเหตุจากการสูญเสียตุ่มรับรสจากอาการต่าง ๆ เช่น การรับประทานของร้อนมาก ๆ หรืออาหารรสจัดเกินไป ส่วนใหญ่แล้วอาการเหล่านี้จะหายไปได้เอง แต่ต้องใช้เวลาหลายเดือนจนถึงเป็นปี ๆ โดยอาการที่อาจจะพบได้หากมีลิ้นลักษณะแบบนี้ก็คือ ลิ้นอาจจะมีความไวต่อการรับรสเมื่อรับประทานอาหารบางชนิด เช่น อาหารร้อน ๆ อาหารที่มีรสเผ็ด เค็ม หรืออาหารที่เป็นกรดค่ะ

มีแผลร้อนใน

แผลร้อนในภายในช่องปากเป็นสิ่งที่เราพบได้เป็นปกติ แต่รู้หรือไม่ว่าแผลร้อนในเหล่านี้มีสาเหตุการเกิดอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเผลอกัดลิ้นตัวเอง หรือการไวต่ออาหารของตุ่มรับรส การขาดวิตามิน หรือการติดเชื้อ นอกจากนี้โรคลำไส้อักเสบก็ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดแผลร้อนในที่ลิ้นได้อีกด้วย โดยส่วนใหญ่แล้วแผลร้อนในเหล่านี้จะหายไปได้เองภายในเวลา 10-14 วัน และไม่ทิ้งร่องรอยของแผลไว้ ซึ่งถ้าหากอยากจะให้หายเร็วขึ้นก็สามารถใช้ยาทาช่วยได้ หรือจะดื่มน้ำมาก ๆ ก็ทำให้แผลร้อนในหายไวขึ้นได้เหมือนกัน

ลิ้นเป็นฝ้า

ริ้วขาวข้างลิ้น หรือลิ้นเป็นฝ้า เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทำให้หลายคนเป็นกังวลอยู่บ่อย ๆ ซึ่งฝ้าที่ขึ้นบนลิ้นก็เกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเนื่องมาจากเชื้อราในช่องปาก โดยสาเหตุนี้มักจะเกิดกับเด็กทารก ผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องใช้อุปกรณ์ทางทันตกรรม ไม่ว่าจะเป็นฟันปลอมหรืออุปกรณ์จัดฟัน สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการใช้ยาและน้ำยาบ้วนปาก ส่วนสาเหตุอื่นก็ได้แก่ การที่เซลล์เยื่อเมือกในปากเจริญเติบโตมากผิดปกติ พบได้ในคนที่สูบบุหรี่จัด แม้ไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าหากเกิดขึ้นในคนที่สูบบุหรี่เป็นประจำก็อาจจะก่อให้เกิดมะเร็งช่องปากในอนาคตได้

อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV หรือโรคเอดส์ อาการริ้วขาวข้างลิ้น ก็เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่พบได้บ่อย

มีติ่งเนื้อเล็ก ๆ ขึ้นที่ขอบลิ้น

หากคุณสังเกตว่ามีติ่งเนื้อเล็ก ๆ เกิดขึ้น โดยที่ไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ตุ่มน้ำใส ๆ หรือฝ้าบนลิ้นที่ดูผิดปกติ นั่นอาจจะเป็นติ่งเนื้อที่เกิดขึ้นจากการที่เนื้อเยื่อเจริญเติบโตมากเกินไปจนทำให้กลายเป็นติ่งเนื้อ ซึ่งไม่เป็นอันตราย โดยส่วนใหญ่แล้วติ่งเนื้อเหล่านี้กว่าจะสังเกตเห็นได้ก็นับปี แต่ถ้าหากเกิดติ่งเนื้อขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็ควรไปตรวจว่าติ่งเนื้อเป็นอันตรายหรือไม่จะดีกว่า

ขอบคุณข้อมูลจาก kapook.com
รูปประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10210