Media Planner - Pr.Agency

Media Planner - Pr.Agency

แชร์

ดำเนินธุรกิจวางกลยุทธ์การสื่อสาร?

บริษัท มีเดีย แพลนเนอร์ คอนซัลแทนท์ จำกัด

ก่อตั้งเมื่อเดือนสิงหาคม 2553โดยกลุ่มผู้บริหารรุ่นใหม่
ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการ สื่อสารมวลชนด้านการประชาสัมพันธ์ รวมถึงงานด้านอีเวนท์
จากประสบการณ์งานด้านสื่อสารมวลชน ตลอดจนการวางแผนด้านกลยุทธ์ด้านการประชาสัมพันธ์
ทำให้บริษัทฯ ได้รับความน่าเชื่อถือและไว้วางใจ จากลูกค้าองค์กรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน
โดยมอบหมายให้ดูแลงานด้าน สร้างภาพลักษณ์องค์กร และการประชาสัม

31/07/2026

สิงหานี้! GCAP GOLD ปักหมุดแลนด์มาร์ก Official Store
‘ทองคำน้องเนย’ ฟีเวอร์ เอาใจสายสะสม-นักลงทุน-มัมหมี

หลังประสบความสำเร็จ จากการสร้างปรากฏการณ์ GCAP GOLD x Butterbear จนกระแสตอบรับแรงเกินต้าน จนทำยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ถล่มทลาย ล่าสุด GCAP GOLD ประกาศผุด “GCAP GOLD x Butterbear Official Store” แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่อาคาร GCAP GOLD บริเวณชั้น 1 ให้กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของเหล่ามัมหมี และคนรักทองคำ ซึ่งงานนี้แอบกระซิบว่า ภายในร้านไม่ได้มีแค่สินค้าทองคำแท้คอลเลกชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้เลือกซื้อเท่านั้น แต่มาพร้อมพื้นที่ออกแบบมาให้แฟน ๆ ได้ถ่ายภาพ เช็กอิน และสัมผัสโลกทองคำของน้องเนยในบรรยากาศที่สนุกและเป็นกันเอง แบบนี้สินะที่เรียกว่าสร้างประสบการณ์ เชื่อมต่อโลกความน่ารักแบบสุดคิวท์ของน้องเนย สู่การต่อยอดแห่งโลกการลงทุนทองคำกับ GCAP GOLD

“เตรียมตัวให้พร้อม! สิงหาคมนี้ พบกับอาณาจักรทองคำ ลิขสิทธิ์สุดคิวท์ของน้องเนย ไอเทมการลงทุนสุดฮอตแห่งปี แล้วมาร่วมเช็กอินกันที่ GCAP GOLD x Butterbear Official Store แห่งแรกจาก GCAP GOLD ณ ถนนเพชรบุรี กรุงเทพฯ งานนี้บอกเลยว่า... สายลงทุนทองคำและมัมหมีห้ามพลาด”

31/07/2026

MMM ส่งสัญญาณบวก เร่งขยายพอร์ต รองรับอสังหาฯ ฟื้น
คว้าสิทธิ์ “บริหารงานขายแบบวางหลักประกันการซื้อ” โครงการของ BLESS ลำลูกกา จ่อเสริมทัพผลประกอบการ Q3/69 แกร่ง

กรุงเทพฯ - บริษัท เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MMM เดินหน้าขยายพอร์ตโครงการแนวราบ รับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งหลังปี 69 ฟื้น ล่าสุดคว้าดีล “บริหารงานขายแบบวางหลักประกันการซื้อ” ให้กับ บมจ.เบล็ส แอสเสท กรุ๊ป (BLESS) ยึดโซนลำลูกกา ปักธงเจาะกลุ่ม Real Demand ด้วยสินค้าฟังก์ชันเทียบเท่าบ้านเดี่ยว มั่นใจสร้างกระแสเงินสดและหนุนงบ Q3/69 เติบโตแข็งแกร่ง

นายสุริยา วงศ์สิทธิชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MMM เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรก จากโดยได้รับปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการขับเคลื่อนจากภาครัฐ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีความท้าทาย บริษัทฯ ยังคงมองเห็นโอกาสในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เซ็นสัญญาความร่วมมือกับ บริษัท เบล็ส แอสเสท กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BLESS เพื่อบริหารงานขายแบบวางหลักประกันการซื้อ โครงการบ้านแฝดโซนลำลูกกา มูลค่าโครงการ 51 ล้านบาท

สำหรับความร่วมมือกับ BLESS ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นที่ทาง BLESS ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และความพร้อมของ MMM ในการบริหารงานขายเชิงรุกที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนโครงการให้ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดย MMM จะเข้าไปดูแลบริหารงานขายโครงการบ้านแฝดโซนลำลูกกา จำนวน 9 หลัง มูลค่ารวมกว่า 51 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการนี้คือกลุ่ม Real Demand หรือผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ที่ต้องการขยายพื้นที่ใช้สอยเพื่อรองรับการเติบโตของครอบครัว

"แนวโน้มการเติบโตของบ้านพักอาศัยโซนลำลูกกา โดยเฉพาะบ้านแฝด มีทิศทางเติบโตที่ดีต่อเนื่อง และเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของผู้ซื้อที่กำลังมองหาพื้นที่ใช้สอยเทียบเท่าบ้านเดี่ยว แต่มีระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า แม้ว่าการแข่งขันในพื้นที่จะค่อนข้างสูง แต่ด้วยจุดแข็งของโครงการ ทั้งด้านดีไซน์ ที่เน้นความโปร่งโล่ง พื้นที่ใช้สอยคุ้มค่า พื้นที่ส่วนกลางที่จัดเต็ม และศักยภาพของทำเลที่ตอบโจทย์การเดินทาง ประกอบกับกลยุทธ์การบริหารงานขายมืออาชีพของ MMM ทำให้เรามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถผลักดันยอดขายให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างแน่นอน"

นอกจากนี้ความร่วมมือดังกล่าว ถือเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่ตอกย้ำความแข็งแกร่งของ MMM โดยนอกจากจะช่วยการันตีความสำเร็จและสร้างยอดขายให้กับโครงการบ้านแฝดของ Bless ได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังเป็นตัวเร่งสำคัญที่พร้อมส่งต่อรายได้และกำไรให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในรอบงบการเงินไตรมาส 3/2569 นี้ สะท้อนวิสัยทัศน์ผู้นำตลาดบริหารงานขายอสังหาริมทรัพย์ที่พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและสร้างโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม นายสุริยา ได้กล่าวถึงปัญหาการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ของกลุ่มบ้านแฝดในทำเลดังกล่าวที่ค่อนข้างสูงว่า ทาง MMM มองว่า ด้วยบริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญและมีมาตรการ เชิงรุกในการคัดกรองคุณภาพลูกค้าอย่างแม่นยำ พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับพันธมิตรทางสถาบันการเงินชั้นนำ เพื่อช่วยให้คำปรึกษาด้านสินเชื่อและอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้และผ่านการอนุมัติได้ง่ายยิ่งขึ้น

30/07/2026

เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์ร้อยล้าน... เริ่มต้นจากพาร์ทเนอร์การผลิตที่ได้มาตรฐานระดับสากล


https://youtube.com/shorts/Qsr1GV_QyTM?feature=share

28/07/2026

วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหา วชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่10

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

ข้าพระพุทธเจ้า บริษัท มีเดียแพลนเนอน์ คอนซัลแทนท์ จำกัด

27/07/2026

“โกลเบล็ก” หุ้นไทยรับแรงกระแทกน้ำมันพุ่ง-เงินเฟ้อป่วน มองกรอบ 1,600-1,650 จุด

กรุงเทพฯ - บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้แกว่งตัวลงตามทิศทางตลาดโลก รับแรงกดดันหลักจากเหตุโจมตีเรือน้ำมันในทะเลแดงที่ดันราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง ปลุกความกังวลวิกฤตเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นซ้ำรอย ให้กรอบการเคลื่อนไหวที่ระดับ 1,600-1,650 จุด แนะกลยุทธ์ลงทุน 5 หุ้นพื้นฐานแกร่ง ADVANC, AOT, BH, GULF และ KBANK

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ว่า ตลาดมีโอกาสปรับตัวลงตามทิศทางตลาดโลก โดยปัจจัยกดดันหลักมาจากสถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังกลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านก่อเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำในทะเลแดง

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านอุปทานพลังงาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นแรง และทำให้ตลาดกลับมาวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อที่อาจเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง จึงประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในสัปดาห์นี้ไว้ที่ระดับ 1,600-1,650 จุด

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดยังมีปัจจัยบวกที่เข้ามาช่วยพยุงโดยเฉพาะความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในประเทศ หลังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่ขยายตัวต่อเนื่องโดยมีมูลค่าสูงกว่า 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างงานใหม่กว่า 82,000 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าส่งออกได้กว่า 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังได้รับข่าวดีจากตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงสู่ระดับ 187,000 ราย ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก รวมถึงการที่สหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียบรรลุข้อตกลงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังปัจจัยลบที่อาจสร้างความผันผวนอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ นโยบายการค้าสหรัฐฯ โดยรัฐบาลทรัมป์ประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจาก 60 ประเทศ โดยประเทศไทยถูกเรียกเก็บในอัตราสูงสุดที่ 12.5% จากข้ออ้างเรื่องการใช้แรงงานบังคับ นอกจากนี้สหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอการต่ออายุข้อตกลงการค้า USMCA ออกไป รวมทั้งทิศทางดอกเบี้ยโลก ซึ่งเครื่องมือ FedWatch ของ CME ชี้ว่าแม้นักลงทุนจะให้น้ำหนัก 64% ว่า FED จะคงดอกเบี้ยในเดือน ก.ค. แต่ให้น้ำหนักสูงถึง 83% ว่า FED จะ "ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย" ในเดือน ก.ย. ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) แม้จะคงดอกเบี้ยในรอบล่าสุด แต่ก็มีแนวโน้มปรับขึ้นอีกในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจากวิกฤตราคาพลังงาน และดัชนี VIX Index ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกกังวลในตลาดหุ้นนิวยอร์กพุ่งขึ้นกว่า 12.38% ปิดที่ 18.70 สะท้อนภาวะตลาดที่เปราะบาง

ส่วนปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนที่ต้องจับตาในประเทศ ควรติดตามการแถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศโดยกระทรวงพาณิชย์ และยอดผลิต/ส่งออกยานยนต์โดย ส.อ.ท. (สัปดาห์ที่ 4), การแถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และรายงานเศรษฐกิจการคลังภูมิภาค (สัปดาห์ที่ 5), รายงานภาวะเศรษฐกิจจาก ธปท. (31 ก.ค.) และการประชุม กนง. (26 ส.ค.) ส่วนต่างประเทศ จับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในวันที่ 28-29 ก.ค. (ทราบผลเช้า 30 ก.ค.) รวมถึงการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ตลอดสัปดาห์ (ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน, ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชน, ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค) และรายงานกำไรภาคอุตสาหกรรมของจีน (27 ก.ค.)

ด้าน นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. โกลเบล็ก ให้มุมมองด้านกลยุทธ์การลงทุนว่าในภาวะที่ตลาดถูกกดดันจากปัจจัยภายนอก แนะนำให้นักลงทุนเน้นตั้งรับและเลือกลงทุน ในกลุ่มหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและทนทานต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ โดยแนะนำ 5 หุ้นเด่น ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจและคำแนะนำของสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) ว่าเป็นหุ้นดีที่น่าสะสมในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่ ADVANC, AOT, BH, GULF และ KBANK

24/07/2026

NOBLE เปิดขายหุ้นกู้ใหม่อายุ 2 ปี 11 เดือน ดอกเบี้ย 6.15%
ชูยอดขายพร้อมโอน 2,000 ล้านบาท และ Backlog แข็งแกร่ง
หนุน Cash Flow–สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

กรุงเทพฯ – บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ “NOBLE” เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่น แก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยประกาศเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 2/2569 อายุ 2 ปี 11 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 6.15% ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ซึ่งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ “BBB-” แนวโน้ม “คงที่” จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเท่ากับอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ โดยจะเปิดให้จองซื้อระหว่างวันที่ 4 – 6 สิงหาคม 2569 แก่ผู้ลงทุนทั่วไป และ/หรือ ผู้ลงทุนสถาบัน การเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปชำระคืนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนด

นายธงชัย บุศราพันธ์ รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่อง และโครงสร้างเงินทุนอย่างรอบคอบ ภายใต้สภาวะตลาดที่มีความท้าทาย โดยการเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนทางการเงิน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างเงินทุน เพิ่มสภาพคล่อง และรองรับแผนการเติบโตในระยะยาว ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีปัจจัยสนับสนุนด้านกระแสเงินสดที่ชัดเจน จากทั้งยอดขายที่เติบโตต่อเนื่อง และการทยอยโอนโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารภาระหนี้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง”

ล่าสุด บริษัทฯ ประสบความสำเร็จจากแคมเปญ “One Price One Month” ซึ่งเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยสามารถสร้างยอดขายจากโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ได้กว่า 2,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ สะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารพอร์ตโครงการและความแข็งแกร่งของดีมานด์ที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะโครงการพร้อมอยู่ในทำเลศักยภาพที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและเร่งการตัดสินใจซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ยอดขายดังกล่าวมีศักยภาพในการทยอยโอนกรรมสิทธิ์ รับรู้รายได้ และเปลี่ยนเป็นกระแสเงินสดได้ทันทีภายในไตรมาส 3 ปี 2569 ซึ่งจะช่วยเสริมสภาพคล่องและความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมสนับสนุนการบริหารภาระทางการเงินและการชำระคืนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในเดือนกันยายน 2569 ให้เป็นไปตามแผนอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับปี 2569 นับเป็นปีแห่งการทำการตลาดของบริษัท โดยมุ่งเน้นการผลักดันยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์ จากการที่มีโครงการขนาดใหญ่จำนวน 4 โครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้และสร้างกระแสเงินสดเข้าสู่บริษัทอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยโครงการดังกล่าวครอบคลุมทั้งทำเล Prime ใจกลางเมือง และทำเลศักยภาพที่มีการเติบโตสูง ได้แก่ นิว อีโว อารีย์ (Nue Evo Ari), โนเบิล ฟอร์ม ทองหล่อ (Noble Form Thonglor), โนเบิล ครีเอท (Noble Create) และ นิว ริเวอร์เรสต์ ราษฎร์บูรณะ (Nue Riverest Ratburana) การที่โครงการทั้ง 4 แห่งพร้อมโอนในช่วงเวลาเดียวกัน ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตของรายได้และกระแสเงินสด พร้อมทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสภาพคล่อง รองรับภาระทางการเงิน และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานะทางการเงินของบริษัทในภาพรวม

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมี Backlog ในมือกว่า 22,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในช่วง 4 ปีข้างหน้า สะท้อนถึงความสามารถในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ประกอบกับพอร์ตโครงการคุณภาพในทำเลศักยภาพ และฐานลูกค้าต่างชาติที่ยังคงมีสัดส่วนในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของยอดขายและกระแสเงินสด โดยปัจจัยดังกล่าวช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางธุรกิจ และความสามารถในการบริหารภาระผูกพันทางการเงินของบริษัทในระยะยาว

ทั้งนี้ ผู้ลงทุนทั่วไปสามารถจองซื้อหุ้นกู้ NOBLE ด้วยวงเงินขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท และสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sec.or.th หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ทั้ง 8 ราย ดังนี้

• บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด โทร. 02-680-4004

• บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด โทร. 02-695-5555

• บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 02-009-8351-59

• บริษัทหลักทรัพย์ บลูเบลล์ จำกัด โทร. 02-249-2999

• บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โทร. 02-658-5050

• บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โทร. 1538 กด 1

• บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 02-612-7164

• บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) โทร. 02-638-5500

24/07/2026

GCAP GOLD มองเฟดเปลี่ยนเกมนโยบายการเงิน
หันลดงบดุลแทนขึ้นดอกเบี้ย หนุนมุมมองเชิงบวกต่อทองคำ

กรุงเทพฯ – บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) มองเฟดเปลี่ยนเกมนโยบายการเงิน หันลดงบดุลแทนขึ้นดอกเบี้ย อาจกดดันดอลลาร์และเปิดโอกาสทองคำฟื้นตัวรอบใหม่ ด้านฝ่ายวิจัยประเมิน สัญญาณทางเทคนิคเริ่มฟื้นตัว แม้ว่าในระยะสั้นจะยังไม่ยืนยันการกลับตัวเป็นเทรนด์ขาขึ้น แต่ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนเชิงบวก พร้อมแนะกลยุทธ์ "ย่อตัวทยอยสะสม" ลุ้นทดสอบต้านบริเวณ $4,200 หรือราคาทองคำไทยประมาณ 66,700 บาท

นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ประเมินว่า ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาการเปลี่ยนแปลงแนวทางดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ภายใต้การนำของ เควิน วอร์ช หลังเริ่มส่งสัญญาณให้น้ำหนักกับการลดขนาดงบดุล (Balance Sheet) มากกว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากแนวทางดังกล่าวเกิดขึ้นจริง อาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคาทองคำมีโอกาสฟื้นตัวได้ อย่างไรก็ตาม ทิศทางตลาดยังขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งหากปรับตัวสูงขึ้น อาจกลับมากดดันราคาทองคำได้เช่นกัน

การส่งสัญญาณดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก เควิน วอร์ช ให้การต่อรัฐสภาสหรัฐฯ โดยระบุว่า การทบทวนงบดุลของเฟดซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จะครอบคลุมถึงการกำหนดระดับเงินสำรองที่เหมาะสมของระบบการเงิน ซึ่งทำให้เฟดยังจำเป็นต้องถือครองพันธบัตรรัฐบาล ในระดับหนึ่ง แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับจุดยืนที่วอร์ชย้ำมาโดยตลอด โดยในอดีตเขาเคยคัดค้านมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และการขยายงบดุลของเฟดก่อนลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการเฟดในปี 2554 พร้อมมองว่า แม้เฟดอาจไม่สามารถกลับไปมีงบดุลขนาดเล็กเหมือนในปี 2549 ได้ แต่ยังสามารถปรับโครงสร้างงบดุลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและมีความยั่งยืนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank ประเมินว่า หมากการเงินใหม่ของเฟด "ลดงบดุลแต่ไม่ขึ้นดอกเบี้ย" อาจไม่ได้ส่งผลลบต่อค่าเงินดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ หากไม่สามารถผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นปรับตัวสูงขึ้น โดยยกตัวอย่างกรณีของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแม้จะทยอยลดขนาดงบดุล แต่ค่าเงินเยนยังคงอ่อนค่าลง นอกจากนี้การดำเนินนโยบายดังกล่าวยังอาจสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องการควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวและต้นทุนการกู้ยืมไม่ให้สูงขึ้น สะท้อนว่าผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์และราคาทองคำยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และขึ้นอยู่กับการตอบรับของตลาดในระยะต่อไป

ด้านฝ่ายวิเคราะห์ GCAP GOLD ประเมินว่า ภาพรวมราคาทองคำเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น หลังแรงขายในภาพใหญ่ชะลอตัวลง แต่ยังไม่ยืนยันการกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจน หากราคาสามารถยืนเหนือ $4,100 ได้อย่างมั่นคง มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นทดสอบ $4,200 (ราคาทองคำไทยประมาณ 66,700 บาท) ซึ่งเป็นแนวต้านสำคัญของการฟื้นตัวในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากราคาไม่สามารถผ่านแนวต้านดังกล่าวได้ อาจเผชิญแรงขายกดดันให้กลับลงมาทดสอบแนวรับ $4,065–$4,000 (ราคาทองคำไทยประมาณ 65,200–64,500 บาท) ซึ่งมองเป็นโซนสำหรับทยอยสะสม

22/07/2026

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เยี่ยมชมนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์
GGC ตอกย้ำศักยภาพ Bio Hub แห่งแรกของไทย หนุนเศรษฐกิจ BCG

· รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมคณะ เยี่ยมชมความก้าวหน้าของโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ รับฟังการนำเสนอความคืบหน้าโครงการฯ พร้อมเยี่ยมชมโรงงานของ NatureWorks และ GKBI

· นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์เชื่อมโยงวัตถุดิบทางการเกษตรเข้ากับอุตสาหกรรมไบโอเอทานอล พลังงานหมุนเวียน และพลาสติกชีวภาพอย่างครบวงจร โดยโครงการทั้ง 2 ระยะได้ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพและเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทย

นครสวรรค์ 22 กรกฎาคม 2569 - บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ร่วมให้การต้อนรับ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ ในโอกาสเยี่ยมชมความก้าวหน้าของโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ จังหวัดนครสวรรค์

สำหรับการเยี่ยมชมในครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะได้รับฟังการนำเสนอภาพรวมความคืบหน้าของโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์จาก NatureWorks และ GKBI พร้อมทั้งเยี่ยมชมโรงงานของ NatureWorks และ GKBI

โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ดำเนินการโดย บริษัท จีจีซี เคทิส ไบโออินดัสเทรียล จำกัด หรือ GKBI ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC บริษัทแกนนำในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม และบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจร โดยนำจุดแข็ง ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของทั้งสองบริษัทมาผสานกัน เพื่อพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมชีวภาพที่เชื่อมโยงตั้งแต่ภาคการเกษตร วัตถุดิบชีวภาพ และการผลิตพลังงาน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง

ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ GGC กล่าวว่า “โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์สะท้อนถึงศักยภาพของ GGC ในการขับเคลื่อนธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจไปสู่ผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพและพลาสติกชีวภาพ โดยนำความเชี่ยวชาญของ GGC มาผสานกับจุดแข็งของ KTIS ด้านวัตถุดิบ ทางการเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตทางการเกษตรของไทย และพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพที่มีมูลค่าสูง”

“การลงทุนของ NatureWorks ในโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพ PLA ภายในพื้นที่โครงการ ถือเป็นก้าวสำคัญ ที่ช่วยยกระดับนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ให้เป็นระบบนิเวศอุตสาหกรรมชีวภาพที่ครบวงจรยิ่งขึ้น ตลอดจนเสริมความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับอุตสาหกรรมชีวภาพขั้นสูง และเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในระดับโลก GGC มุ่งมั่นที่จะร่วมกับพันธมิตรสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ควบคู่กับการสนับสนุนเศรษฐกิจ BCG และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” ดร.กฤษฎา กล่าว

การพัฒนาโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์แบ่งออกเป็น 2 ระยะสำคัญ ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วทั้ง 2 ระยะ ประกอบด้วย

· โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ ระยะที่ 1 ประกอบด้วยโรงงานหีบอ้อย โรงงานผลิตเอทานอล และโรงไฟฟ้าจากชีวมวล โดยนำวัตถุดิบและผลพลอยได้จากภาคการเกษตร และอุตสาหกรรมน้ำตาลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการวัตถุดิบ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนภายในพื้นที่โครงการ รวมถึงช่วยสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจ ให้แก่เกษตรกรและชุมชนโดยรอบ โดยเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2567

· โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ ระยะที่ 2 ประกอบด้วยการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน โดย GKBI เป็นผู้ลงทุนและให้บริการด้านสาธารณูปโภค เพื่อรองรับโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพชนิดพอลิแลกติกแอซิด หรือ Polylactic Acid (PLA) ของบริษัท เนเจอร์เวิร์คส์ เอเชีย แปซิฟิก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ NatureWorks LLC ผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพรายใหญ่ระดับโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงรองรับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ที่จะเข้ามาลงทุนภายในพื้นที่ในอนาคต โดยระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้โครงการระยะที่ 2 ได้เริ่มให้บริการ เชิงพาณิชย์ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2568

นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับอุตสาหกรรมชีวภาพขั้นสูงทั้งด้านวัตถุดิบทางการเกษตร ระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือระหว่างพันธมิตรตลอดห่วงโซ่คุณค่า อีกทั้งยังช่วยเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในระดับโลก

โครงการดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพในประเทศไทย โดยไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบทางการเกษตรและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนและพื้นที่โดยรอบเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ความร่วมมือระหว่าง GGC, KTIS และพันธมิตรระดับโลกอย่าง NatureWorks จะเป็นกลไกสำคัญ ในการผลักดันความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศไทย ยกระดับประเทศสู่การเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

22/07/2026

เศรษฐกิจชะลอตัว แต่สื่อไทยเตรียมแตะ 5 แสนล้าน

https://youtube.com/shorts/RWlspNbztfU?feature=share

22/07/2026

โกลเบล็ก ติดอาวุธ AI อัจฉริยะ ดัน “Quanto KIKO” Flagship ใหม่
เร่งขยายพอร์ต High Net Worth ปั๊ม AUM ทะลุ 2 หมื่นล้านบาท

กรุงเทพฯ - บล.โกลเบล็ก (GBS) สลัดภาพการลงทุนแบบเดิม ประกาศปรับทัพครั้งใหญ่ ก้าวสู่ยุค "Hybrid Investment" เต็มตัว! รุกผสมผสานนำนวัตกรรม AI อัจฉริยะ และ Big Data ยกระดับการวิเคราะห์และบริหารจัดการพอร์ตแบบมืออาชีพ พร้อมส่ง "Quanto KIKO" และธุรกิจกองทุนรวมเป็นเรือธงสำคัญ เดินหน้าเจาะฐานลูกค้า High Net Worth (HNW) เต็มสตรีม ตั้งเป้าผลักดัน AUM ทะลุ 20,000 ล้านบาทในปีนี้

นายธนพิศาล คูหาเปรมกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยถึงจุดเปลี่ยนโลกการลงทุนว่า จากอดีตที่ต้องพึ่งพาเพียงประสบการณ์ สู่ยุคความขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมหาศาล (Big Data) และความรวดเร็วในการสรุปข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทำให้วันนี้ AI จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ตอบโจทย์ความเร็วและประสิทธิภาพในการส่งคำสั่ง (Speed & Ex*****on) ในการย่อยข้อมูลซับซ้อน ตั้งแต่งบการเงิน ข่าวเรียลไทม์ ไปจนถึงข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) อย่างการวิเคราะห์จับอารมณ์ตลาด (Sentiment Analysis) ช่วยให้ทุกการตัดสินใจเฉียบคมและแม่นยำ และรวดเร็ว ด้วยการนำระบบ Algorithmic Trading และ “Robo-Advisor” ผู้ช่วยอัจฉริยะจัดพอร์ตการลงทุนอัตโนมัติ โดยเลือกกองทุนให้ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ซึ่งทำให้คนทั่วไปที่มีเงินทุนน้อยก็สามารถเข้าถึงการบริหารพอร์ตระดับมืออาชีพได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก

ปัจจุบัน บล.โกลเบล็ก เร่งแผนขับเคลื่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์การเงินยุคใหม่ เพื่อตอบโจทย์ ยุคการลงทุนที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ล่าสุดส่ง "Quanto KIKO" ผลิตภัณฑ์ Flagship ที่นักลงทุนไทยสามารถลุงทุนในหุ้นอ้างอิงต่างประเทศชั้นนำได้ง่ายๆ ด้วย "สกุลเงินบาท" ปิดความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน 100% ซึ่งหลังจากเปิดตัวพอร์ตหุ้นต่างประเทศ ก็ได้รับกระแสความสนใจอย่างล้นหลาม และในระยะยาว ทางโกลเบล็กยังเตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ทุกการลงทุนให้กับกลุ่มนักลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างมั่งคงในทุกมิติ

“บล.โกลเบล็ก ชูแนวคิดเปลี่ยนพอร์ตลงทุนให้เป็น ‘Wealth’ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ โดยมุ่งดีไซน์การบริหารพอร์ตลงทุนแบบ Tailor-made ที่สะท้อนตัวตนและข้อจำกัดความเสี่ยงของลูกค้า ผ่านกระบวนการพูดคุยและให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนพอร์ตของคุณสู่เป้าหมายความมั่งคั่งระดับ ‘Wealth’ สูงสุด ส่งผลิตภัณฑ์กลุ่ม Structured Products อย่าง"Quanto KIKO ตอบโจทย์การลงทุน”

นายธนพิศาล กล่าวเพิ่มเติมว่า โกลเบล็ก ยกระดับการลงทุนผ่านบริการ Wealth Management และ Private Fund ที่ออกแบบการจัดพอร์ตแบบผสมผสานเพื่อตอบโจทย์ผลตอบแทนสม่ำเสมอ โดยบริหารพอร์ต (Asset Allocation) แบ่งเป็นการลงทุน 2 ส่วน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในทุกสภาวะตลาด

1. Core Approach: ลงทุนผ่าน Mutual Fund และ Private Fund

· Mutual Fund เน้นสินทรัพย์คุณภาพสูง ตราสารหนี้และกองทุนผสม สร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอ

· Private Fund กองทุนส่วนบุคคลที่บริหารแบบ Active โดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ
เน้นทำ Money Management เฟ้นหาหุ้นไทยเด่นและ DR Global รายตัว เพื่อดันพอร์ตโตระยะยาว

2. Satellite Approach: ลงทุนผ่าน Mutual Fund และ Structure Note

· Mutual Fund เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนผ่านหุ้นหรือสินทรัพย์ทางเลือกเฉพาะกลุ่ม เช่น Global Equity, Global Technology, Smart Grid, Semi-Conductor เป็นต้น

· Structure Note หุ้นกู้อนุพันธ์แฝงอิงหุ้น Big Cap ตามเทรนด์ตลาด เพื่อคว้าโอกาสสร้างกำไรสูงสุด

“โกลเบล็ก สร้างผลตอบแทนในระยะเวลาสั้น Option ละ 6 เดือน ลูกค้าได้รับดอกเบี้ยรายเดือน เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้พอร์ตโตไว โดยมุ่งเจาะกลุ่มนักลงทุนระดับ High Net Worth ที่มีประสบการณ์และพร้อมรับความเสี่ยง เนื่องจากมีเงื่อนไข Knock-in ที่ต้องบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ดังนั้นผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ทั้ง Mutual Fund, Structured Products และ Private Fund จึงตอบโจทย์การลงทุน”

อย่างไรก็ตาม สำหรับแผนการขับเคลื่อนความมุ่งมั่นทั้งหมดจะขับเคลื่อนการเติบโต (Core Growth Driver) รวมถึงผลักดันให้สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) และรายได้ของ บล.โกลเบล็ก ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในปีนี้ โดยมีกลยุทธ์สำคัญในการเป็น Selling Agent ให้กับกองทุนรวม โดยตั้งเป้าหมาย AUM แตะระดับ 20,000 ล้านบาท และในอีก 3-5 ปีข้างหน้า โกลเบล็ก ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการพัฒนา“Digital Wealth Platform” ระบบอัจฉริยะที่ช่วยให้ผู้แนะนำการลงทุน (IC) และ ที่ปรึกษาการเงินและการลงทุน (RM) ดูแลและวิเคราะห์พอร์ตของลูกค้าได้แบบเรียลไทม์ ควบคู่ไปกับการยกระดับบริการ Privilege VIP Customer เพื่อความสัมพันธ์และสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนร่วมกับลูกค้าในระยะยาว

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10510